หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา รีเซ็ตการศึกษ...

รีเซ็ตการศึกษาไทย กับ ‘ธีราภา ไพโรหกุล’ เบื้องหลัง ‘กรอบหลักสูตรแห่งชาติ’ พิมพ์เขียวใหม่รวมไทยเป็นหนึ่ง

5.10.26 | 16:31 น.

วันนี้หลายบริษัทบ่นเหมือนกันหมดว่าหาคนทำงานยาก แต่ในเวลาเดียวกัน เด็กจบใหม่นับหมื่นกลับหางานทำไม่ได้ วิกฤต ‘ทักษะไม่ตรงงาน’ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยวันนี้ กำลังฟ้องอย่างชัดเจนว่า วิชาในห้องเรียนกับทักษะในชีวิตจริงเดินกันไปคนละทาง


เพราะในโลกการทำงานยุคนี้ นายจ้างไม่ได้สนใจแค่วิชาที่เรียนมาในกระดาษ หรือจำนวนปีที่นั่งอยู่ในห้องเรียน แต่ต้องการรู้เพียงอย่างเดียวว่า ‘ทำอะไรได้จริง’ ทว่าระบบการศึกษาแบบเดิมกลับสร้างกำแพงซ้ำซ้อน โดยเฉพาะระเบียบการเทียบโอนวุฒิที่ซับซ้อนและยุ่งยาก จนกลายเป็นด่านกั้นเด็กสายอาชีพและคนทำงานที่อยากพัฒนาตัวเอง จนหลายคนจำใจต้องยอมแพ้หรือยอมเสียเวลาเริ่มนับหนึ่งใหม่ ทั้งที่การศึกษาควรเป็นสะพานที่เปิดกว้างและช่วยส่งเสริมชีวิตคนให้ไปได้ไกลขึ้น

บทความสัมภาษณ์พิเศษชิ้นนี้ จะพาไปเจาะลึกกับ ดร.ธีราภา ไพโรหกุล ประธานคณะทำงานจัดทำกรอบหลักสูตรการศึกษาของชาติ (National Curriculum Framework) ถึงแนวทางการรื้อโครงสร้างการศึกษาไทย ทั้งการปรับกรอบหลักสูตรใหม่ การผลักดันธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) และการพังทลายกำแพงระหว่างสถาบัน เพื่อเปลี่ยนระบบการเรียนรู้ให้กลายมาเป็นโอกาสที่จับต้องได้จริงสำหรับคนไทยทุกคน

กรอบหลักสูตร มาตรฐานการศึกษา และการเทียบโอนวุฒิการศึกษา สามคำนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร และส่งผลต่อผู้เรียนอย่างไร ?

Advertisement

ดร.ธีราภา เริ่มต้นอธิบายให้เห็นภาพรวมว่า แม้คำทั้งสามคำนี้อาจฟังดูเป็นเรื่องไกลตัวและเข้าใจยาก แต่หากอธิบายให้เห็นภาพชัดเจน กรอบหลักสูตรนั้นเปรียบเสมือน ‘เมนูอาหาร’ ที่โรงเรียนต้องจัดเตรียมขึ้น เพื่อระบุว่าเด็กในแต่ละช่วงวัยควรรู้อะไรและทำอะไรได้บ้างในการเติบโตอย่างมีคุณภาพ

ขณะที่มาตรฐานการศึกษาก็เปรียบเหมือน ‘ป้ายรับรองคุณภาพ’ ที่ช่วยการันตีว่าสิ่งที่เรียนมานั้นมีคุณภาพจริงและเชื่อถือได้ ส่วนการเทียบโอนวุฒิก็ไม่ต่างอะไรจาก ‘บัตรสะสมแต้ม’ ที่สามารถนำไปใช้ข้ามร้านค้าได้ ซึ่งทำให้ไม่ว่าจะเกิดการเรียนรู้มาจากสถานที่ใด ก็สามารถนำมาสะสมและต่อยอดในสถาบันอื่นได้ทันทีโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่

ฟันเฟืองทั้งสามตัวนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโอกาสของคนคนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการกำลังจัดทำร่างกรอบหลักสูตรการศึกษาของชาติ (National Curriculum Framework) เพื่อเชื่อมโยงทั้งสามเรื่องเข้าด้วยกันเป็นครั้งแรก พร้อมผูกเข้ากับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) ที่มีอยู่เดิมอย่างเป็นระบบ

“ที่ผ่านมาเรามักเห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงระบบ เช่น เด็กที่เรียนสายอาชีพ (ปวช.) มีทักษะและความเชี่ยวชาญสูงมาก แต่เมื่อต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี กลับต้องเริ่มเรียนใหม่ทั้งหมดเนื่องจากระบบไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เชื่อมต่อกันตั้งแต่ต้น ดังนั้น กรอบหลักสูตรใหม่จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อมุ่งแก้ไขปัญหานี้โดยเฉพาะ”

มาตรฐานการศึกษาที่ดี ช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้ชีวิตอย่างไร ?

ดร.ธีราภา ไพโรหกุล ประธานคณะทำงานจัดทำกรอบหลักสูตรการศึกษาของชาติ

ดร.ธีราภา ตอบในประเด็นนี้ได้อย่างน่าสนใจว่า การมีมาตรฐานการศึกษาที่ชัดเจน จะช่วยให้นายจ้างสามารถรับรู้ความรู้ความสามารถของผู้สมัครได้ทันทีที่เปิดดูใบสมัคร โดยไม่ต้องคาดเดาหรือสร้างภาระให้ผู้สมัครต้องมาพิสูจน์ตัวเองซ้ำซ้อน นอกจากนี้ ยังช่วยเปิดทางให้ผู้เรียนสามารถย้ายสถาบันหรือเปลี่ยนสายอาชีพได้โดยไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง อีกทั้งยังสนับสนุนให้คนในวัยทำงานสามารถกลับเข้ามาศึกษาต่อผ่านระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ได้โดยไม่จำเป็นต้องลาออกจากงานประจำ

ความสำคัญของมาตรฐานการศึกษาที่ดียังสะท้อนผ่านข้อมูลเชิงประจักษ์ จากแพลตฟอร์ม ‘ไทยมีงานทำ’ ของกระทรวงแรงงานในปี 2569 ซึ่งพบว่า มีตำแหน่งงานว่างสะสมกว่า 300,000 อัตรา แต่ในขณะเดียวกันกลับมีบัณฑิตจบใหม่กว่า 25,000 คนที่ยังคงหางานไม่ได้ ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความย้อนศรที่มีตำแหน่งงานแต่หาคนลงไม่ได้ และมีคนแต่ยังหางานไม่ได้ เนื่องจากทักษะที่เรียนมายังไม่ตรงกับความต้องการของตลาดงาน ดังนั้น มาตรฐานการศึกษาที่ดีจึงจะเข้ามาทำหน้าที่ประสานช่องว่างนี้ เพื่อให้ความต้องการจ้างงานและความต้องการทำงานหมุนมาบรรจบกันได้

หลักสูตรไทยในปัจจุบันยืดหยุ่นและตอบโจทย์การใช้งานจริงพอหรือยัง และทำอย่างไรให้การควบคุมมาตรฐานไม่ไปปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของครูและโรงเรียน ?

ดร.ธีราภา ตอบอย่างตรงไปตรงมาโดยยอมรับว่า ยังไม่เพียงพอ เพราะที่ผ่านมาหลักสูตรของไทยเปรียบเสมือนสูตรอาหารแบบตายตัวที่บังคับให้ทุกโรงเรียนต้องทำตามขั้นตอนเดียวกันทั้งหมด ทั้งที่แต่ละแห่งมีความพร้อมและบริบททางสังคมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

“ขณะนี้เรากำลังขับเคลื่อนไปสู่จุดเปลี่ยนแปลง โดยมีการปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นและปรับสัดส่วนได้จริง ซึ่งเปิดโอกาสให้ครูสามารถเลือกวิธีการสอนได้ถึง 5 ระดับ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงการบูรณาการข้ามวิชาอย่างเต็มรูปแบบตามความพร้อมของครูและสถานศึกษา ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มนำร่องในสถานศึกษากว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ และอยู่ในช่วงรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินผล ซึ่งหากผลการดำเนินงานเป็นไปได้ด้วยดี ก็จะนำไปสู่การขยายผลในวงกว้างต่อไป”

ส่วนโจทย์เรื่องการรักษาสมดุลไม่ให้มาตรฐานไปปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ หัวใจสำคัญคือ ‘การควบคุมเป้าหมาย แต่ไม่ควบคุมวิธีการ’ เปรียบเหมือนการแข่งขันวิ่งมาราธอนที่กติกากำหนดเพียงว่าต้องวิ่งให้ถึงเส้นชัยในเวลาที่กำหนด แต่ไม่ได้บังคับว่าจะต้องใช้เส้นทางใดหรือแวะพัก ณ จุดไหน เช่นเดียวกับกรอบหลักสูตรใหม่ที่กำหนดเพียงปลายทางซึ่งก็คือสมรรถนะที่ผู้เรียนจำเป็นต้องมี ส่วนวิธีการที่จะนำพาไปสู่จุดหมายนั้น เปิดโอกาสให้ครูและโรงเรียนเป็นผู้เลือกเองตามบริบทของแต่ละพื้นที่

นอกจากตัวหลักสูตรแล้ว ในส่วนตำราเรียนก็ควรเปิดกว้างให้หลากหลายสำนักพิมพ์หรือหน่วยงานร่วมกันพัฒนาและแข่งขันกันได้อย่างเสรี ขอเพียงให้อยู่ภายใต้กรอบมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่บังคับให้ใช้หนังสือเล่มเดียวกันทั้งประเทศ การกำหนดเส้นชัยให้ชัดเจนแล้วปล่อยให้ครูและโรงเรียนมีอิสระในการเลือกเส้นทางของตนเอง จึงเป็นมาตรฐานการศึกษาที่ไม่ทำลายความคิดสร้างสรรค์ลงไป

ระบบเทียบโอนวุฒิในไทยทำได้จริงแค่ไหนในปัจจุบัน และอะไรคืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้กระบวนการนี้ยังคงล่าช้า ?

ดร.ธีราภา ชี้ให้เห็นว่า ระบบการเทียบโอนวุฒิได้เริ่มขับเคลื่อนแล้ว แต่ยอมรับว่ายังไปไม่ถึงทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานและแรงงานนอกระบบจำนวนมากที่ยังไม่ทราบว่าตนเองมีสิทธิ์เข้าถึงระบบการเทียบโอนหน่วยกิต ด้วยเหตุนี้ ในกรอบหลักสูตรใหม่ที่กำลังจัดทำ จึงได้ออกแบบให้ระบบการประเมินผลเชื่อมโยงกับธนาคารหน่วยกิตตั้งแต่ต้น ไม่ใช่การแยกส่วนกันทำแล้วค่อยหาทางเชื่อมต่อในภายหลัง

กลไกนี้เป็นการทำงานข้ามกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทั้งหมด ทั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลร่วมกัน

ซึ่งตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงและเห็นผลแล้ว คือ โครงการพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา หรือ Sandbox ‘กาญจนบุรีโมเดล’ ที่สภาการศึกษานำร่องร่วมกับโรงเรียน 10 แห่ง ใน 6 รายวิชาช่าง เปิดให้เด็กสามารถสะสมและเทียบโอนหน่วยกิตข้ามสถาบันได้จริง และกำลังอยู่ในขั้นตอนการติดตามประเมินผลเพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงต่อไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกถึงสาเหตุที่ทำให้กระบวนการนี้ยังคงล่าช้า ดร.ธีราภา ได้สะท้อนข้อเท็จจริงว่า ในเชิงของตัวข้อกฎหมายและระเบียบปฏิบัติในปัจจุบันถือว่าได้เปิดช่องทางและรองรับไว้พอสมควรแล้ว แต่หัวใจสำคัญที่เป็นอุปสรรคจริงๆ กลับเป็นเรื่องของจิตใจที่ยังไม่เปิดกว้างมากกว่า

“มันคือเรื่องของความขาดความเชื่อมั่นระหว่างสถาบันการศึกษา เนื่องจากแต่ละแห่งยังคงยึดถือมาตรฐานของตัวเองเป็นหลัก และไม่มีความไว้วางใจว่าหน่วยกิตหรือรายวิชาจากสถาบันอื่นจะมีคุณภาพเท่าเทียมกับของตน ต่างฝ่ายต่างมีความรู้สึกว่าของตนเองดีกว่า ได้มาตรฐานกว่า ส่วนของสถาบันอื่นไม่ได้มาตรฐาน”

แนวทางแก้ไขตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการกำลังพยายามขับเคลื่อนอยู่ นั่นคือการจัดให้มี ‘กรอบมาตรฐานกลาง’ ที่ทุกฝ่ายสามารถให้ความไว้วางใจร่วมกันได้ และนี่ก็คือเหตุผลสำคัญในการจัดทำกรอบหลักสูตรใหม่ เพื่อผูกเชื่อมโยงทุกหน่วยงานเข้ากับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) ให้เป็นชุดเดียวกัน ดังนั้น กฎหมายในปัจจุบันถือว่าเปิดแล้ว แต่ยังมีอุปสรรคตรงที่ใจยังไม่เปิดเพราะแต่ละแห่งยึดมาตรฐานต่างกัน สิ่งที่จำเป็นต้องมีจึงเป็นกรอบมาตรฐานกลางเพื่อให้ทุกฝ่ายยึดถือร่วมกัน

ในมุมมองของตลาดแรงงาน ระบบการศึกษาไทยยังสอบตกตรงไหน ?

ดร.ธีราภา ให้คำตอบว่า สิ่งที่ต้องเร่งแก้อย่างเร่งด่วนที่สุด คือการเชื่อมโยงการศึกษากับโลกแห่งความเป็นจริง เนื่องจากวุฒิการศึกษาของไทยจำนวนมากยังบอกเพียงแค่ว่าเรียนมากี่ปี มากกว่าที่จะระบุว่าผู้เรียนสามารถทำอะไรได้บ้าง ส่งผลให้นายจ้างทั้งในประเทศและต่างประเทศยังไม่เกิดความมั่นใจอย่างเต็มที่ เพราะเมื่อพิจารณาจากเรซูเม่ก็เห็นเพียงแค่ว่าจบมาจากสถาบันใด แต่ยังไม่สามารถมองเห็นทักษะ ความรู้ หรือรายวิชาที่ได้เรียนมาอย่างแท้จริง

แม้ว่าประเทศไทยจะมีกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) ซึ่งเชื่อมโยงและอ้างอิงกับกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียนแล้วก็ตาม แต่เรายังจำเป็นต้องพัฒนาไปสู่ ‘วุฒิบัตรฐานสมรรถนะ’ (Skill-based Qualification) เพื่อให้สามารถเทียบเคียงกับมาตรฐานสากล

ดังเช่นในรายงาน OECD Employment Outlook 2026 ที่ระบุว่า อัตราการจ้างงานเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 72.1% แต่กลุ่มแรงงานเด็กจบใหม่กลับต้องเผชิญกับอัตราการว่างงานที่สูงกว่ากลุ่มวัยทำงานอื่นอย่างมีนัยสำคัญ

“ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทั่วโลกกำลังมองหาทักษะความสามารถที่พิสูจน์ได้จริง ไม่ใช่ดูแค่ใบปริญญาเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นโจทย์ข้อเดียวกันกับที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ โลกยุคนี้ไม่ได้ถามแล้วว่าเรียนมากี่ปี แต่กำลังถามว่าทำอะไรได้บ้าง วุฒิการศึกษาไทยจึงต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ โดยจำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่ Skill-based Qualification เป็นสำคัญ”

ถ้าเลือกปลดล็อกระบบการศึกษาไทยได้ 1 อย่าง อยากเห็นอะไรเปลี่ยนแปลงที่สุด ?

ดร.ธีราภา ฉายภาพฝันที่อยากเห็นมากที่สุดว่า คือการเปลี่ยนจากการทำงานแบบต่างคนต่างทำ ไปสู่การทำงานภายใต้ ‘กรอบเดียวกันที่ทุกคนมีความเชื่อร่วมกัน’

ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการมีแนวคิดสำคัญ คือ ‘All for Education’ ซึ่งเป็นแนวคิดที่สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคน การกำหนดมาตรฐาน คุณภาพการศึกษา หรือเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเราต้องการเปลี่ยนภาพจากเดิมที่ต่างคนต่างทำ ให้มาร่วมมือกันภายใต้กรอบเดียวที่ทุกคนเชื่อร่วมกัน ที่ผ่านมา หน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สพฐ., สอศ., สช., สกศ. และ อว. ต่างคนต่างออกแบบหลักสูตรของตนเอง ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและสร้างความสับสนให้กับโรงเรียนที่ต้องนำหลักสูตรไปใช้จริง

การจัดทำกรอบหลักสูตรการศึกษาแห่งชาติ (National Curriculum Framework) จึงเข้ามาช่วยดึงทุกหน่วยงานให้มาทำงานร่วมกันภายใต้กระบวนการพัฒนาเดียวกัน ทั้งการพัฒนาตำราและสื่อ การพัฒนาครู การประเมินผล ไปจนถึงการทำวิจัยเชิงนโยบาย

“หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน ก็เหมือนกับการสร้างบ้านที่ช่างแต่ละคนต่างตีแบบของตัวเองโดยไม่มี ‘พิมพ์เขียว’ ตรงกลาง สุดท้ายแล้ว เสา คาน และหลังคา ก็ไม่สามารถนำมาต่อกันได้ ตัวกรอบหลักสูตรการศึกษาแห่งชาติจึงเปรียบเสมือนพิมพ์เขียวที่ทำให้ทุกหน่วยงานสามารถร่วมกันสร้างบ้านหลังเดียวกันได้จริง”

หมุดหมายของ ‘กรอบหลักสูตรใหม่’ และ ‘พ.ร.บ.การศึกษา’ จะเกิดขึ้นเมื่อไร และหากเลือกปลดล็อกระบบการศึกษาไทยได้ 1 อย่าง อยากเห็นอะไรเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ?

หากกางปักหมุดตามไทม์ไลน์ กรอบหลักสูตรการศึกษาแห่งชาติ (National Curriculum Framework) ถูกตั้งเป้าว่าจะประกาศตัวกรอบอย่างเป็นทางการภายในปีนี้ เริ่มทดลองนำร่องในปีหน้า และพร้อมขยายผลประกาศใช้ทั่วประเทศภายในปี 2571 โดยระหว่างทางจะมีการวัดผลและปรับปรุงพัฒนาอยู่อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ฟันเฟืองทางกฎหมายอย่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ ก็เคลื่อนตัวไปขนานกัน ตอนนี้ผ่านขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างเตรียมเสนอเข้า ครม. โดยตั้งเป้าว่าจะดันเข้าสู่สภาให้ทันภายในปลายปีนี้ เพื่อให้เราได้กฎหมายการศึกษาฉบับใหม่มาใช้จริงภายในปีหน้า ถอดปลั๊กกฎหมายฉบับเดิมที่ลากยาวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ซึ่งใช้มานานกว่า 20-30 ปีจนล้าหลังไม่ทันโลก

“แม้ตลอด 9 ปีที่ผ่านมาจะมีความพยายามยกร่างถึง 7 ร่างแต่ยังไม่สำเร็จ เนื่องจากติดอุปสรรคและสถานการณ์ทางการเมือง แต่ในรอบนี้ท่านรัฐมนตรี ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะผลักดัน จึงตั้งเป้าหมายว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นได้จริงในปีหน้า”

ทว่าหมุดหมายและตัวบทกฎหมายทั้งหมดนั้นเป็นเพียงเครื่องมือ เพราะถ้าถามถึงการปลดล็อกเชิงโครงสร้างที่ ดร.ธีราภา อยากเห็นมากที่สุด ชนิดที่ว่าเปลี่ยนข้อนี้ข้อเดียวแล้วจะสั่นสะเทือนทั้งระบบ นั่นคือ การยุติวัฒนธรรม ‘ต่างคนต่างทำ’ แล้วเปลี่ยนมาทำงานภายใต้ ‘กรอบเดียวกันที่ทุกคนมีความเชื่อร่วมกัน’

“ถ้าเราต้องการ ‘Education for All’ หรือ การศึกษาสำหรับทุกคน เราก็ต้องเริ่มจากการทำ ‘All for Education’ โดยให้ทุกคนสวมหมวกการศึกษาและมาร่วมกันพัฒนาเดินไปด้วยกันเป็น ‘ทีมการศึกษาไทย’ ทีมเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ”

แนวคิด All for Education นี้ คือหัวใจที่จะถูกนำไปปรับใช้กับทุกมิติ ทั้งการพัฒนาคน การกำหนดมาตรฐาน คุณภาพการศึกษา ไปจนถึงการลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อเปลี่ยนภาพในอดีตที่หน่วยงานต่างๆ ทั้ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.), สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ต่างคนต่างออกแบบหลักสูตรของตนเองจนเกิดความซ้ำซ้อนและสร้างความสับสนให้กับโรงเรียนที่ต้องนำไปปฏิบัติจริง ให้มาร่วมมือกันภายใต้กระบวนการพัฒนาเดียวกันทั้งหมด ตั้งแต่การพัฒนาตำราและสื่อ การพัฒนาครู ระบบการประเมินผล ไปจนถึงการทำวิจัยเชิงนโยบาย

“หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน ก็เหมือนกับการสร้างบ้านที่ช่างแต่ละคนต่างตีแบบของตัวเองโดยไม่มี ‘พิมพ์เขียว’ ตรงกลาง สุดท้ายแล้ว เสา คาน และหลังคา ก็ไม่สามารถนำมาต่อกันได้ ตัวกรอบหลักสูตรการศึกษาแห่งชาติจึงเปรียบเสมือนพิมพ์เขียวที่ทำให้ทุกหน่วยงานสามารถร่วมกันสร้างบ้านหลังเดียวกันได้จริง”

นอกจากการสร้างพิมพ์เขียวเพื่อร้อยเรียงทุกหน่วยงานเข้าด้วยกันแล้ว อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดควบคู่กันไป คือการก้าวข้ามกรอบเดิม ๆ ที่เคยเน้นย้ำเพียง ‘การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม’ เพราะในภาวะปัจจุบันที่จำนวนประชากรเด็กลดลงเรื่อยๆ เพียงแค่การเปิดประตูให้เข้าถึงอย่างเดียวจึงไม่พออีกต่อไป

แต่สิ่งที่เราต้องเปลี่ยนมาโฟกัสอย่างจริงจังคือ ‘การเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม’ (Quality for All) หันมามุ่งเน้นที่คุณภาพ (Quality) ในวันที่ปริมาณ (Quantity) ลดลง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทรัพยากรมนุษย์และทุนมนุษย์คือรากฐานที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ