ทัศนัย เขียนจดหมายเปิดผนึก อธิการบดี ม.เชียงใหม่-ตัวแทน เบี้ยวแจงกมธ.กฎหมาย ปม ‘บุคลากร’ คัดลอกงานวิจัย ‘เมืองฮออด’ ด้าน ‘สมชาย’ เปิดผลใช้ AI-คนตรวจสอบ พบผลงาน ‘สุรชัย’ โดนคัดลอก ใช้ซ้ำ เกิน 90% มึนไม่พบ มช.ตรวจสอบ
จากกรณี ผศ.ดร.ทัศนัย เศรษฐเสรี และ ผศ.ดร.สุรชัย จงจิตงาม สองคณาจารย์จากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เข้าชี้แจงร่วมกันต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายรังสิมันต์ โรม เป็นประธาน ปมข้อร้องเรียนการคัดลอกผลงานวิจัย “เมืองฮอด” ในสถาบันอุดมศึกษาของ ผศ.ดร.สุรชัย และกรณีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยเพื่อจำกัดเสรีภาพทางวิชาการ (SLAPP) ของ ผศ.ดร.ทัศนัย ตามคำสั่ง มช. ที่ 2832/2569 ขึ้นพร้อมกัน กระทั่ง มช.ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงตามที่กล่าวอ้าง แต่มีการแต่งตั้ง “คณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริง” จริง
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ผศ.ดร.ทัศนัย เศรษฐเสรี เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กรณีไม่เข้าชี้แจง กมธ.เมื่อวันที่ 30 กันยายน และไม่ส่งตัวแทนชี้แจงแทน ปมคัดลอกผลงานทางวิชาการ โดยจดหมายระบุว่า การนำผลงานทางวิชาการของผู้อื่นไปใช้เป็นผลงานของตนเองเป็นเรื่องใหญ่สำหรับมหาวิทยาลัย เพราะกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบวิชาการโดยตรง มหาวิทยาลัยตรวจวิทยานิพนธ์ ตรวจผลงานอาจารย์ ให้ตำแหน่งทางวิชาการ และลงโทษนักศึกษาที่ละเมิดมาตรฐานทางวิชาการอยู่เป็นปกติ เมื่อข้อกล่าวหาอย่างเดียวกันเกิดขึ้นกับอดีตผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย ไม่มีเหตุผลใดที่มาตรฐานจะเปลี่ยนไปตามสถานะของบุคคล
เมื่อวานนี้ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร พิจารณากรณีนี้ต่อเนื่องเป็นครั้งที่สอง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับเชิญให้เข้าชี้แจง แต่ไม่มีอธิการบดีหรือผู้แทนของมหาวิทยาลัยเข้าร่วมประชุม
การไม่ไปชี้แจงเป็นเรื่องที่อธิการบดีต้องอธิบาย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ใช้งบประมาณสาธารณะและใช้อำนาจทางปกครอง เมื่อกระบวนการสอบสวนของมหาวิทยาลัยถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารมีหน้าที่ตอบว่าคณะกรรมการของตนพิจารณาหลักฐานอะไร ใช้หลักเกณฑ์อะไร และได้คำวินิจฉัยมาอย่างไร การยุติเรื่องภายในมหาวิทยาลัยไม่ได้ทำให้หน้าที่ในการตอบคำถามต่อองค์กรตรวจสอบภายนอกสิ้นสุดลง
คำถามที่มหาวิทยาลัยยังไม่ได้ตอบคือ คณะกรรมการได้อ่านและเปรียบเทียบข้อเสนอโครงการ (proposal) ของโครงการทั้งสองฉบับหรือไม่ หลักฐานชุดนี้ทำให้ตรวจสอบได้ว่าความคิด โครงสร้าง วิธีดำเนินงาน และรายละเอียดของโครงการปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อใด หากคณะกรรมการไม่ได้พิจารณาข้อเสนอโครงการ ต้องตอบว่าเพราะเหตุใด ใครเป็นผู้ตัดสิน และการวินิจฉัยข้อกล่าวหาเรื่องการนำผลงานของผู้อื่นไปใช้โดยไม่นำหลักฐานชุดนี้มาพิจารณามีเหตุผลรองรับอย่างไร
อีกเรื่องหนึ่งคือ ข้อกล่าวหาที่เริ่มต้นในฐานะความผิดวินัยร้ายแรง จบลงด้วยคำวินิจฉัยว่าไม่มีความผิดได้อย่างไร ทั้งที่เจ้าของผลงานยืนยันว่าไม่มีใครร่วมเขียนด้วย และมีต้นฉบับให้ตรวจสอบเปรียบเทียบกันโดยตรง หากคณะกรรมการเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีส่วนสร้างสรรค์งาน หลักฐานของการมีส่วนสร้างสรรค์นั้นคืออะไร การเป็นหัวหน้าโครงการ การบริหารงบประมาณ การลงพื้นที่ หรือการทำงานร่วมกันในโครงการ ไม่ได้ทำให้บุคคลหนึ่งเป็นผู้แต่งหรือผู้สร้างสรรค์งานเขียนขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
นักกฎหมายที่รายล้อมท่านอธิการบดีย่อมทราบดีว่า “ผู้แต่ง” “ผู้สร้างสรรค์” “เจ้าของลิขสิทธิ์” และ “ธรรมสิทธิ์” มีความหมายและฐานทางกฎหมายต่างกัน การเป็นหัวหน้าโครงการ การบริหารงบประมาณ การประสานงาน หรือการลงพื้นที่ ไม่ได้ทำให้บุคคลหนึ่งเป็นผู้แต่งหรือผู้สร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการ หากไม่มีส่วนในการคิด วิเคราะห์ เรียบเรียง หรือสร้างเนื้อหาของงานนั้น เรื่องนี้จึงไม่ควรถูกทำให้ซับซ้อนเกินความจำเป็น ใครอ้างว่าเป็นผู้สร้างสรรค์ ก็ต้องแสดงให้ได้ว่าสร้างอะไร ตรงไหน และมีหลักฐานอะไรยืนยัน
เมื่อเรื่องมาถึงคณะกรรมาธิการฯ ป.ป.ช. กระทรวง อว. และกระบวนการทางกฎหมาย คำวินิจฉัยของมหาวิทยาลัยก็ต้องถูกตรวจสอบกับหลักฐานต้นทาง ผู้เชี่ยวชาญภายนอกสามารถอ่านข้อเสนอโครงการ ต้นฉบับ หนังสือที่ส่งสำนักพิมพ์ เชิงอรรถ ภาพประกอบ บรรณานุกรม และรายงานการสอบสวน แล้วตรวจสอบว่าคำวินิจฉัยของมหาวิทยาลัยมีหลักฐานรองรับเพียงใด
สถานะของมหาวิทยาลัยในเรื่องนี้เปลี่ยนไปแล้ว เดิมมหาวิทยาลัยเป็นผู้ตั้งกรรมการสอบและเป็นผู้วินิจฉัยข้อกล่าวหา ขณะนี้กระบวนการของมหาวิทยาลัยเองกำลังถูกตรวจสอบ ตั้งแต่การเลือกหลักฐาน การตีความความเป็นเจ้าของและความเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงาน การใช้งบประมาณ การพิจารณาผลงานเพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการ ตลอดจนการส่งเอกสารให้หน่วยงานภายนอกที่ร้องขอไปกี่ครั้งก็ไม่ได้ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในแต่ละขั้นตอนต้องอธิบายการกระทำในส่วนที่ตนรับผิดชอบ
การดำเนินการทางวินัยกับอาจารย์ที่นำเรื่องออกไปร้องเรียนต่อหน่วยงานภายนอกก็ต้องถูกตรวจสอบด้วย มหาวิทยาลัยควรระบุให้ชัดว่าการร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการฯ ป.ป.ช. กระทรวง อว. หรือองค์กรตรวจสอบอื่น ถูกนำมาเป็นเหตุในการดำเนินการทางวินัยได้ตามข้อบังคับข้อใด พฤติการณ์ใดเป็นความผิด และเส้นแบ่งระหว่างการทำให้มหาวิทยาลัยเสียหายกับสิทธิของบุคลากรในการร้องเรียนการใช้อำนาจของมหาวิทยาลัยอยู่ตรงไหน คำตอบต่อเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิของบุคลากรทั้งมหาวิทยาลัย ไม่เฉพาะผู้ที่กำลังถูกสอบสวน
เวลานี้มหาวิทยาลัยไม่อยู่ในฐานะที่จะบอกเพียงว่าเรื่องยุติแล้ว เพราะเหตุผลและกระบวนการที่มหาวิทยาลัยใช้ยุติเรื่องกำลังถูกตรวจสอบด้วย
ท่านเป็นอธิการบดี ผมเป็นอาจารย์ ตำแหน่งของเราต่างกัน แต่มาตรฐานทางวิชาการต้องไม่เปลี่ยนไปตามตำแหน่งของคนที่ถูกตรวจสอบ
หากกระบวนการที่ผ่านมาถูกต้อง ท่านมีหน้าที่ชี้แจงต่อสาธารณะ หากกระบวนการมีปัญหา ท่านก็มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบและแก้ไข
ขณะที่ ศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุทางเฟซบุ๊กศูนย์วิจัยฯ มหาวิทยาลัยหน้าบางแห่งหนึ่ง ต่อเรื่องที่เกิดขึ้นว่า จากกรณีที่มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการคัดลอกผลงานทางวิชาการของ ผศ.ดร.สุรชัย จงจิตรงาม คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และยังไม่เป็นที่ยุติลงนั้น
เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น จึงนำเอาข้อเสนอโครงการวิจัยของ ผศ.ดร.สุรชัย และโครงการที่ถูกกล่าวหามาเปรียบเทียบเพื่อหาจุดเหมือนและจุดต่าง อันจะทำให้สามารถบ่งชี้ได้ชัดเจนว่าเป็นการคัดลอก ขโมย อาชญาวิชาการหรือไม่
อนึ่ง ในการตรวจสอบนี้ ได้ใช้โปรแกรม AI เข้ามาช่วยตรวจทานความถูกต้องและใช้มนุษย์ตรวจสอบซ้ำอีกรอบหนึ่ง ผลปรากฏการตรวจสอบเปรียบเทียบเป็นดังนี้
ส่วนที่หนึ่ง ตรวจสอบความคล้ายคลึง
จากการเปรียบเทียบเอกสารทั้ง 2 ชิ้น ได้แก่ ข้อเสนอโครงการ (proposal) ของ ผศ.ดร.สุรชัย จงจิตงาม (เอกสารฉบับที่ 1) และข้อเสนอโครงการที่ถูกกล่าวหาว่าคัดลอกผลงาน (ต่อไปเรียก เอกสาร 2) ปรากฏส่วนที่คล้ายคลึงกันในจุดสำคัญต่างๆ ดังนี้
1. ความสำคัญของโครงการ / หลักการและเหตุผล (เนื้อหาเหมือนกันเกือบ 100%) ตำแหน่งที่ปรากฏ :
-เอกสาร 1 (สุรชัย) : ข้อ 5 หน้า 2-4
-เอกสาร 2 : ข้อ 6 หน้า 1-3
รายละเอียดความคล้ายคลึง :
-บทนำเกี่ยวกับพื้นที่อำเภอฮอด : ข้อความบรรยายเรื่องระยะทางห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ 100 กิโลเมตร ความสำคัญของการเป็นเส้นทางหลักทางการค้าและการเดินทางริมแม่น้ำปิงตั้งแต่ก่อนสถาปนาเมืองเชียงใหม่ ถูกใช้ด้วยชุดคำเดียวกันทุกประการ
-การอ้างอิงคัมภีร์และหลักฐานประวัติศาสตร์ : ข้อความอ้างถึง จามเทวีวงศ์ (พุทธศตวรรษที่ 20), โคลงมังทรารบเชียงใหม่ (พุทธศตวรรษที่ 22), และการสำรวจวัดร้างกว่า 50 แห่งของกรมศิลปากรเมื่อ พ.ศ.2502 (วัดหลวงฮอด, วัดเจดีย์สูง, วัดสันหนอง, วัดศรีโขง)
-เชิงอรรถ (Footnotes) : อ้างอิงเอกสารประกอบชุดเดียวกันทั้งหมด 4 รายการ (เชิงอรรถที่ 1-4) โดยใช้ข้อความสะกดและจัดรูปแบบเชิงอรรถเหมือนกันทุกประการ
-ประเด็นการสร้างเขื่อนภูมิพลและการรถไฟ : บรรยายเรื่องน้ำท่วมพื้นที่ สภาพวัดที่ปรักหักพังอย่างรวดเร็ว (เช่น ซุ้มโขงวัดหลวงฮอด เจดีย์วัดเจดีย์สูง) และการที่ทางรถไฟตัดผ่านเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ.2464 ทำให้เส้นทางแม่น้ำปิงลดความสำคัญลง
-ข้อแตกต่างเล็กน้อย : เอกสาร 2 ได้ระบุเพิ่มเติมในวรรคท้ายว่า “เป็นการวิจัยต่อยอดจากการศึกษาและเก็บข้อมูลใน ‘โครงการสำรวจศิลปกรรมของชุมชนในอำเภอฮอด… ประจำปี 2563’” และเน้นเป้าหมายในการจัดทำเป็นรูปเล่มหนังสือ
2.ชุดภาพถ่ายประกอบโครงการ (ใช้ภาพชุดเดียวกันทั้งหมด)
ตำแหน่งที่ปรากฏ :
-เอกสาร 1 (สุรชัย) : หน้า 4-6
-เอกสาร 2 : หน้า 4-5
รายละเอียดความคล้ายคลึง:
-ภาพที่ 1 & 2 : ภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่ตำบลฮอด จ.เชียงใหม่ (นำมาจาก google map.com)
-ภาพที่ 3 : ภาพเจดีย์ วัดเจดีย์สูง
-ภาพที่ 4 : ภาพซุ้มประตูโขงวัดเจดีย์สูง
-ภาพที่ 5 : ภาพพระบฏจากวัดเจดีย์สูง และเศษเครื่องลายครามจีนสมัยราชวงศ์หมิงตอนต้น
-ภาพที่ 6 : ภาพเจดีย์วัดหลวงฮอด
-ภาพที่ 7 : ภาพซุ้มประตูโขงที่วัดดอกเงิน (จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
หมายเหตุ : ในเอกสาร 2 ได้ใส่เครดิตใต้ภาพถ่ายภาคสนามว่า (ภาพ : สุรชัย จงจิตงาม, วันที่ 8 มิถุนายน 2563)
3. วัตถุประสงค์ พื้นที่ดำเนินการ และระเบียบวิธีวิจัย
ตำแหน่งที่ปรากฏ :
-เอกสาร 1 (สุรชัย) : ข้อ 6, 8, 9 (หน้า 6)
-เอกสาร 2 : ข้อ 7, 9, 10 (หน้า 6)
รายละเอียดความคล้ายคลึง :
-วัตถุประสงค์ : การสำรวจ จัดระเบียบข้อมูล และรวบรวมองค์ความรู้ศิลปกรรม โบราณสถาน และโบราณวัตถุในพื้นที่ ต.ฮอด อ.ฮอด ริมฝั่งแม่น้ำปิง
-พื้นที่ดำเนินการ : เน้นพื้นที่ ต.ฮอด อ.ฮอด ฝั่งริมแม่น้ำปิง (เอกสาร 2 ระบุระบุเจาะจงถึง ชุมชนบ้านแพะดินแดง ต.ฮอด)
-ระเบียบวิธีวิจัย : ขั้นตอนการศึกษาแบ่งออกเป็น การศึกษาเอกสารทางประวัติศาสตร์/จดหมายเหตุ, การลงพื้นที่ภาคสนามเพื่อบันทึกภาพและสำรวจ, และการสอบทานข้อมูลกับคนในท้องถิ่น/ผู้สูงอายุ
สรุปภาพรวมความต่าง-ความเหมือน
1.ความเหมือน (Identity) : ข้อความในส่วน หลักการและเหตุผล, อ้างอิงเชิงอรรถ, รูปภาพประกอบ, และ แนวคิดพื้นฐานการวิจัย เป็นเนื้อหาที่ถูกคัดลอกมาใช้ซ้ำเกิน 90%
2.จุดแตกต่าง (Differences) :
-ปีงบประมาณและเป้าหมายผลผลิต : โครงการของ ผศ.ดร.สุรชัย (ปี 2563) มุ่งเน้นการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลเบื้องต้น ในขณะที่โครงการตามเอกสาร 2 (ปี 2564) เป็นการนำข้อมูลดังกล่าวมาสังเคราะห์เพื่อจัดทำเป็นหนังสือประวัติศาสตร์เมืองฮอด (Print 500 เล่ม และ E-book)
-งบประมาณ : โครงการปี 2563 วงเงิน 122,240 บาท ส่วนโครงการปี 2564 วงเงิน 536,400 บาท
จึงสามารถสรุปได้ว่างานทั้งสองชิ้นมีความคล้ายคลึงกันอย่างมากในระดับสูง (ลอกเลียน/ใช้เนื้อหาชุดเดียวกันเกือบทั้งหมด) โดยโครงการที่ถูกกล่าวหาเป็นโครงการวิจัยต่อยอดที่คัดลอกข้อความ คำบรรยาย อ้างอิงเชิงอรรถ และนำรูปถ่ายจากโครงการเบื้องต้นของ ผศ.ดร.สุรชัย มาใช้โดยตรง
แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ไม่ปรากฏในการตรวจสอบโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แต่อย่างใด ทั้งนี้ หากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมอย่างใด สามารถติดต่ออย่างเป็นทางการมาได้เลยครับ



