ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานการประชุมหารือการจัดทำ “โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยในพื้นที่ทุรกันดาร” ณ ห้องประชุมพิภพ กาญจนะ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ และส่งเสริมให้เด็กได้รับโอกาสพัฒนาอย่างมีคุณภาพตั้งแต่ช่วงปฐมวัย

การประชุมมี นายโยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ รักษาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และ ดร.แพง ชินพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย นักเขียน และนักดนตรี พร้อมด้วยผู้บริหารและคณะทำงานเข้าร่วม โดยเชื่อมต่อผ่านระบบออนไลน์กับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ตาก และแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่อง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและวางแนวทางดำเนินงานร่วมกัน

อธิบดี สกร. เน้นย้ำให้เริ่มต้นจากสภาพปัญหาและความต้องการของเด็กในพื้นที่ โดยเฉพาะศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” (ศศช.) ซึ่งข้อมูลจากทั้ง 4 จังหวัดสะท้อนว่า บางแห่งมีครูเพียง 1–2 คน แต่ต้องดูแลผู้เรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 จึงจำเป็นต้องพัฒนาทั้งกระบวนการจัดการเรียนรู้และเครื่องมือสนับสนุนครูให้เหมาะกับการทำงานจริง
ทั้งนี้ ให้ยกระดับการดำเนินงานเป็น “โครงการวิจัยเชิงพื้นที่” มีการติดตามพัฒนาการและความก้าวหน้าของเด็กอย่างเป็นระบบ เพื่อนำผลที่ได้มาปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ให้ตรงกับความต้องการของเด็กแต่ละพื้นที่ และเป็นข้อมูลสำหรับพัฒนางานต่อไป

ด้านสื่อการเรียนรู้ สกร. เตรียมสนับสนุนสื่อที่ใช้งานได้แบบออฟไลน์และการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ควบคู่กับการบูรณาการศิลปะ นิทาน และดนตรี เพื่อส่งเสริมจินตนาการ การคิด และการสื่อสารที่เหมาะสมตามวัย เปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือทำและสร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเอง พร้อมพัฒนาสื่อที่เชื่อมโยงภาษาไทยกับภาษาถิ่น เพื่อให้การเรียนรู้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชน
อธิบดี สกร. มอบหมายให้รักษาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นหัวหน้าคณะทำงาน ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัยและผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดทั้ง 4 แห่ง จัดทำโครงร่างงานวิจัย กำหนดแนวทางดำเนินงาน และวางแผนลงพื้นที่ติดตามผลอย่างใกล้ชิด
อธิบดี สกร. ย้ำว่า ช่วงปฐมวัยเป็นช่วงสำคัญของการวางรากฐานชีวิต การส่งเสริมการเรียนรู้ที่เหมาะสมตั้งแต่ต้นจะช่วยลดช่องว่างทางโอกาส ให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของชุมชนและท้องถิ่นต่อไป

