‘อาชีวะอาสา’ เร่งขยายจุดบริการช่วยผู้ประสบภัยถึง 140 จุดในหลายจังหวัด ขอเชิญชวนประชาชนเข้ารับบริการ

13.10.26 | 13:39 น.

‘อาชีวะอาสา’ เร่งขยายจุดบริการช่วยผู้ประสบภัยถึง 140 จุดในหลายจังหวัด ขอเชิญชวนประชาชนเข้ารับบริการ

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เผยความคืบหน้าการดำเนินงานตามนโยบายและข้อสั่งการของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการศธ. ซึ่งให้เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยและฟื้นฟูความเป็นอยู่ของประชาชน โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ขยายจุดบริการ ‘อาชีวะอาสา’ ถึง 140 จุด ระหว่างวันที่ 27 กันยายน–30 ตุลาคม 2569 เพื่อรองรับความต้องการและให้ประชาชนเข้าถึงความช่วยเหลือได้มากขึ้น โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ.ติดตามและลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด


รายงานสถานการณ์ ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2569 พบสถานศึกษาในสังกัดศธ. ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ 1,228 แห่ง ใน 39 จังหวัด ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 861 แห่ง , สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) 274 แห่ง , กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) 47 แห่ง ,  และ สอศ. 46 แห่ง โดย ศธ.ได้จัดสรรงบประมาณให้ สพฐ. 23.38 ล้านบาท และ สกร. 2.2 ล้านบาท ขณะที่อาชีวะอาสาระดมพลังบุคลากร ตั้งครัว 9 แห่ง จัดอาหารและน้ำดื่ม 36,949 ชุด ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า 7,718 เครื่อง ตรวจเช็กรถยนต์และรถจักรยานยนต์รวม 8,045 คัน ซ่อมเครื่องมือประกอบอาชีพ 895 ชิ้น และตรวจสอบระบบไฟฟ้า 33 หลัง ส่วน สกร. สนับสนุนอาหารและน้ำดื่ม ถุงยังชีพ และอุปกรณ์ทำความสะอาด ขณะที่ สช. เร่งสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดและซ่อมแซมอาคารเรียน

สำหรับจุดบริการอาชีวะอาสากระจายในพื้นที่ระยอง 49 จุด กรุงเทพมหานคร 21 จุด พระนครศรีอยุธยาและสมุทรปราการ จังหวัดละ 15 จุด นครนายก 14 จุด ฉะเชิงเทรา 11 จุด ปทุมธานี 7 จุด นนทบุรีและราชบุรี จังหวัดละ 2 จุด รวมถึงสระแก้ว สุรินทร์ ชลบุรี และพื้นที่กรุงเทพมหานคร/นครปฐม (ระบุร่วม) แห่งละ 1 จุด

Advertisement

ภายในจุดบริการมีครัวอาชีวะ ตรวจเช็กและซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเครื่องมือประกอบอาชีพ รวมถึงตรวจสอบระบบไฟฟ้าเบื้องต้น โดยนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรอาชีวศึกษานำความรู้และทักษะมาช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่

โฆษกศธ.ขอความร่วมมือบุคลากรในสังกัดและประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยกันประชาสัมพันธ์และกระจายข่าวเกี่ยวกับจุดบริการ เพื่อเชิญชวนประชาชนที่ได้รับผลกระทบเข้ารับบริการและความช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง พร้อมเร่งฟื้นฟูสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด