‘ดร.เอกก์’ ชี้การศึกษาไทยต้องปรับวิธีเรียนรู้ให้ทันโลก AI ย้ำปฏิรูปหลักสูตร สอนเด็กสั่งเก่ง-ตรวจเก่ง ปลดล็อกศักยภาพผู้เรียน
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินหน้ามหาวิทยาลัยเพื่อสังคม กระจายองค์ความรู้สู่ชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำ ชี้โจทย์ใหญ่การศึกษาไทยไม่ใช่แค่เพิ่มความรู้ แต่ต้องสร้างทักษะเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมปรับระบบพัฒนาครูโดยไม่เพิ่มภาระ เปิดทางการศึกษาให้ยืดหยุ่น รับมือโลกเปลี่ยนเร็ว
ท่ามกลางกระแสเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นทุกวัน ขณะเดียวกันสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ คำถามที่ย้อนกลับมาหาระบบการศึกษาไทยจึงไม่ใช่แค่ ‘จะสอนอะไรเพิ่ม’ แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ‘อะไรควรเลิกทำ’ ห้องเรียนจะช่วยให้ผู้เรียนรับมือกับข้อมูลที่จริงบ้างเท็จบ้างได้อย่างไร และครูจะมีเวลาพอสำหรับดูแลการเรียนรู้ของเด็กได้มากขึ้นหรือไม่
ในห้วงเดียวกันความพยายามผลักดัน ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ ที่มุ่งทดแทนฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 พ.ศ. 2562 กำลังเปิดพื้นที่ให้สังคมถกเถียงว่า ระบบการศึกษาในอนาคตควรมีหน้าตาแบบใด และกฎหมายจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดเดิมได้มากน้อยเพียงใด
เรื่องนี้ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ที่ปรึกษาด้านแบรนด์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สะท้อนบทบาทของจุฬาฯ ในฐานะมหาวิทยาลัยเพื่อสังคม และความเห็นสำคัญต่อทิศทางการปฏิรูปการศึกษาไทย โดยเฉพาะการปรับวิธีคิดของระบบการศึกษาจากการมุ่งถ่ายทอดชุดความรู้ ไปสู่การสร้างทักษะให้ผู้เรียนค้นคว้า ตรวจสอบ และเรียนรู้สิ่งใหม่ด้วยตนเอง เพราะไม่ว่าหลักสูตร เทคโนโลยี หรือกฎหมายจะเปลี่ยนไปเพียงใด เป้าหมายปลายทางของการศึกษายังคงเป็นการทำให้คนเรียนรู้และพึ่งพาตนเองได้
การศึกษาต้อง ‘เริ่มจากเขา’ ไม่ใช่ ‘เริ่มจากเรา’
ผศ.ดร.เอกก์ กล่าวว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีแนวคิดในการเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อสังคม โดยมีรากฐานมาจากหลักการเรียนรู้อย่างเสมอหน้ากันตั้งแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และถูกสานต่อมาเป็นนโยบายปัจจุบันที่ว่า ‘ให้เติบโตท่วมท้นโดยมีประชาชนเป็นจุดศูนย์กลาง’ ซึ่งต้องสะท้อนออกมาเป็นวิธีทำงานจริง หัวใจของแนวทางนี้คือ การไม่เริ่มต้นด้วยคำถามว่า ‘มหาวิทยาลัยมีอะไรจะให้’ แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจว่าพื้นที่เผชิญปัญหาอะไรและต้องการความร่วมมือแบบใดก่อนคือ ‘ต้องเริ่มจากเขา ไม่ใช่เริ่มจากเรา’ ก่อนที่มหาวิทยาลัยจะนำความเชี่ยวชาญเข้าไปสนับสนุน หรือเพื่อกระจายความรู้ไปสู่สังคมในวงกว้าง
“นอกจากผลิตบัณฑิต จุฬาฯ ยังมีทิศทางการดำเนินงานที่มุ่งให้มหาวิทยาลัยเติบโตไปพร้อมกับสังคม และมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยเรามีศูนย์การเรียนรู้ระดับภูมิภาคอยู่ 4 แห่ง ได้แก่ น่าน เชียงใหม่ ชลบุรี (เกาะสีชัง) และสระบุรี พร้อมทั้งเปิดคอร์สเรียนออนไลน์ฟรีให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึง เช่น หลักสูตรภาษาอาหรับสำหรับแรงงานและภาคธุรกิจ สะท้อนแนวคิดที่ว่าความรู้ไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะในรั้วมหาวิทยาลัย ความหลากหลายของศาสตร์ในจุฬาฯ นับเป็นจุดแข็งที่สำคัญ เพราะโลกอนาคตต้องการการบูรณาการความรู้จากหลายสาขาเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ อาชีพ การออกแบบ หรือการพัฒนาชุมชน และความหลากหลายของศาสตร์ที่อยู่ในที่เดียวกันนี้เองที่ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถตอบโจทย์สังคมได้รอบด้านมากขึ้น คือเราไม่ได้มองว่ามหาวิทยาลัยมีหน้าที่เพียงผลิตบัณฑิตหรือสร้างองค์ความรู้เท่านั้น แต่ต้องนำความรู้ที่มีไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคมด้วย” ผศ.ดร.เอกก์ กล่าว
ผศ.ดร.เอกก์ กล่าวต่อว่า ตัวอย่างหนึ่งที่เป็นรูปธรรมคือ ‘เกาะสีชังโมเดล’ ที่ จังหวัดชลบุรี ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การสร้างอาชีพผ่านพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น การพัฒนาทักษะของยุวมัคคุเทศก์ การช่วยเหลือกลุ่มประมง ไปจนถึงการดึงอัตลักษณ์ของชุมชนมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยยึดปรัชญา ‘ให้เบ็ด ไม่ให้ปลา’ คือสอนให้ชาวบ้านรู้วิธีหาความรู้และปรับตัวด้วยตนเอง มากกว่าเข้าไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงครั้งเดียว นอกจากนี้ ยังมีโครงการ ‘จุฬาอารี’ ที่ดูแลผู้สูงวัยทั้งด้านสุขภาพและความรู้ สะท้อนว่าโจทย์การศึกษาไม่ได้มีเฉพาะในวัยเรียน แต่เกี่ยวข้องกับการสร้างความรู้และโอกาสในการดำรงชีวิตตลอดทุกช่วงวัย สอดรับกับทิศทางสังคมไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว เพราะโลกอนาคตต้องการคนที่เข้าใจปัญหาได้รอบด้าน และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวคิดมหาวิทยาลัยเพื่อสังคม ยังเชื่อมโยงกับโจทย์ใหญ่ของการปฏิรูปการศึกษาไทย เพราะหากต้องการลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาคนให้พร้อมสำหรับอนาคต ระบบการศึกษาจำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้ความรู้เดินทางออกจากห้องเรียน ไปสู่ชุมชนและชีวิตจริงมากขึ้น

รื้อวิธีคิดการศึกษาไทย จาก ‘ชุดความรู้’ สู่ ‘ชุดวิธีหาความรู้’
“ปัญหาสำคัญของระบบการศึกษาไทยคือ การให้ความสำคัญกับ ‘ชุดความรู้’ ที่ผู้เรียนต้องจดจำและทำความเข้าใจ แต่ยังให้ความสำคัญไม่เพียงพอกับ ‘ชุดวิธีการหาความรู้’ ซึ่งเป็นทักษะจำเป็นในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในอดีตการเรียนรู้เนื้อหาตามหลักสูตรและการจดจำข้อเท็จจริงอาจเพียงพอต่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เนื่องจากความรู้และสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไม่รวดเร็วเท่าปัจจุบัน แต่เมื่อเทคโนโลยีและข้อมูลใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้เรียนจำเป็นต้องมีความสามารถมากกว่าการจำสิ่งที่ครูสอน” ผศ.ดร.เอกก์ กล่าว
ผศ.ดร.เอกก์ กล่าวต่อว่า เราต้องมีทั้งชุดความรู้ที่เหมาะกับวันนี้ และชุดวิธีหาความรู้ใหม่ เพราะสิ่งที่เรียนวันนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องใช้ในวันหน้า การพัฒนาหลักสูตรที่สอนให้ผู้เรียนรู้จักค้นหาความรู้ใหม่อย่างเป็นระบบ ตั้งคำถามเป็น และประเมินได้ว่าข้อมูลที่พบมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในยุคที่ข่าวสารและเนื้อหาบนโลกออนไลน์มีจำนวนมาก รวมถึงข้อมูลที่ผิดพลาดหรือข้อมูลปลอม ซึ่งอาจถูกเผยแพร่ซ้ำจนทำให้ผู้รับสารเข้าใจว่าเป็นข้อเท็จจริงจึงมีความสำคัญมากการรู้วิธีเข้าถึงข้อมูลจึงไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องรู้วิธีตรวจสอบแหล่งที่มา เปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่ง และพิจารณาว่าสิ่งที่ได้รับนั้นควรเชื่อถือหรือไม่ ทักษะเหล่านี้ควรได้รับการพัฒนาอย่างจริงจังในระบบการศึกษา ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเองโดยไม่มีแนวทาง
“อีกประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญคือการพัฒนาครู เพราะครูเป็นกลไกหลักในการเปลี่ยนแปลงห้องเรียน แต่การปฏิรูปจะไม่เกิดผลหากมุ่งเพิ่มหลักสูตร เพิ่มกิจกรรม หรือเพิ่มภาระงานให้ครูโดยไม่พิจารณาว่างานใดจำเป็นและงานใดสามารถลดลงได้ จึงเสนอแนวคิด 20-20-40 โดยประยุกต์วิธีคิดจากการบริหารธุรกิจมาใช้กับการพัฒนาครู กล่าวคือ เริ่มจากการพิจารณาว่างานที่ไม่จำเป็นส่วนใดสามารถยุติได้ประมาณ 20% ในระยะแรก จากนั้นในช่วง 6 เดือนถัดไปลดงานที่ไม่จำเป็นลงอีก 20% เพื่อคืนเวลา 40% ให้ครูนำไปใช้กับงานที่มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนมากกว่าเดิม” ผศ.ดร.เอกก์ กล่าว
ผศ.ดร.เอกก์ กล่าวต่อว่า ผมมองว่าหัวใจของแนวทางนี้ไม่เริ่มต้นด้วยการสั่งให้ครูทำงานใหม่ แต่เริ่มจากการทบทวนสิ่งที่ครูต้องทำอยู่แล้ว และกล้าตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก เพื่อให้ครูมีเวลาเตรียมการสอน พัฒนาทักษะ และออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์เด็กได้จริง ขณะเดียวกัน การประเมินผลการศึกษาควรมีความหลากหลายและสอดคล้องกับความสามารถที่ต้องการพัฒนา ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงคะแนนสอบหรือการท่องจำเนื้อหาเพียงอย่างเดียว บทเรียนสำคัญจึงอยู่ที่การออกแบบการเรียนรู้ให้ผู้เรียนแสดงความสามารถผ่านการปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงตอบคำถามได้ถูกต้องในห้องสอบ เพราะความเข้าใจที่แท้จริงควรนำไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์จริงได้ด้วย
ยุค AI เด็กต้องสั่งเก่งและตรวจเก่ง
“การเข้ามาของ AI ทำให้ทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับในเรื่องนี้ มองว่า การศึกษาไม่ควรยึดติดกับการฝึกทักษะปฏิบัติการแบบเดิมเพียงอย่างเดียว เช่น การผลิตชิ้นงานหรือทำกิจกรรมทุกขั้นตอนด้วยตนเอง หากควรพัฒนาความสามารถในการใช้เครื่องมือใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทักษะสำคัญประการแรกคือ การสั่งเก่งหรือการสื่อสารคำสั่งให้ชัดเจน มีรายละเอียด และระบุเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม เพราะแม้ AI จะช่วยสร้างผลงานได้รวดเร็ว แต่คุณภาพของผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ใช้ในการกำหนดโจทย์และทิศทางการทำงาน” ผศ.ดร.เอกก์ กล่าว
ผศ.ดร.เอกก์ กล่าวต่อว่า การสั่งงานเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะทักษะที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การตรวจเก่ง ผู้เรียนต้องสามารถประเมินผลงานที่ AI สร้างขึ้น ตรวจสอบความถูกต้อง มองเห็นข้อบกพร่อง และสั่งปรับแก้ได้อย่างมีเหตุผล หากผู้เรียนใช้ AI สร้างงานได้ แต่ไม่สามารถแยกแยะได้ว่างานนั้นดีหรือไม่ดี ก็อาจได้ผลงานที่ดูน่าเชื่อถือแต่มีข้อผิดพลาดซ่อนอยู่ การศึกษาในอนาคตจึงต้องฝึกให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ไม่ใช่เพียงเรียนรู้วิธีใช้เครื่องมือให้เป็น ทั้งนี้ การศึกษาในอนาคตไม่ควรถูกมองว่าเป็นหน้าที่ของคณะครุศาสตร์หรือโรงเรียนเพียงฝ่ายเดียว เพราะการพัฒนาคนต้องเชื่อมโยงความรู้จากหลายสาขาเข้าด้วยกัน ทั้งด้านธุรกิจ กฎหมาย การสื่อสาร เทคโนโลยี และความเข้าใจสังคม จุดแข็งของจุฬาฯ ในฐานะมหาวิทยาลัยที่มีความหลากหลายของศาสตร์ จึงเป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือข้ามสาขา เพื่อเตรียมคนให้มีความสามารถทำงานร่วมกับ AI และรับมือปัญหาที่ซับซ้อนขึ้นในอนาคต

ปลดล็อกการศึกษาไทย ต้องเปลี่ยนระบบจาก Static สู่ Dynamic
“เมื่อถามถึงโจทย์สำคัญที่สุดที่ ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ ควรแก้ไข ระบุว่า ระบบการศึกษาไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากความเป็น ‘Static’ หรือการยึดติดกับกรอบและรูปแบบเดิม ไปสู่ ‘Dynamic’ หรือระบบที่ยืดหยุ่นและปรับตัวได้ตามสถานการณ์ เพราะที่ผ่านมาการศึกษาให้ความสำคัญกับระเบียบ กรอบ และมาตรฐาน ซึ่งมีบทบาทในการสร้างความเป็นระบบ แต่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การยึดถือมาตรฐานเดิมไม่ยืดหยุ่นอาจกลายเป็นข้อจำกัด เพราะสิ่งที่เหมาะสมในช่วงเวลาหนึ่งอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไปเมื่อเงื่อนไขของสังคมและเทคโนโลยีเปลี่ยนไป” ผศ.ดร.เอกก์ กล่าว
ผศ.ดร.เอกก์ กล่าวต่อว่า คำถามจึงอยู่ที่ว่ากฎหมายและนโยบายการศึกษาจะเปิดพื้นที่ให้โรงเรียน ครู และผู้เรียนปรับเปลี่ยนวิธีเรียนรู้ได้มากน้อยเพียงใด โดยยังคงรักษาคุณภาพและเป้าหมายของการศึกษาไว้ การปฏิรูปการศึกษาเราไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเปลี่ยนเนื้อหาในตำรา แต่ต้องพิจารณาทั้งหลักสูตร วิธีสอน การพัฒนาครู การประเมินผล และโครงสร้างการบริหารจัดการ เพื่อให้ทุกส่วนทำงานสอดคล้องกัน ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนว่า อะไรควรเป็นหลักประกันด้านคุณภาพ อะไรควรปรับให้ยืดหยุ่น และจะทำอย่างไรให้สถานศึกษาสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่สร้างภาระที่ไม่จำเป็นให้กับครูและผู้เรียน
“การเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ฝ่ายการเมือง นักวิชาการ ครู นักเรียน มหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และชุมชน เพราะการศึกษาไม่ใช่เรื่องที่องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะกำหนดทิศทางได้โดยลำพัง ท้ายที่สุด เป้าหมายของการปฏิรูปไม่ใช่เพียงทำให้ระบบการศึกษามีกฎหมายฉบับใหม่ แต่ต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผู้เรียนสัมผัสได้จริง มีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และสามารถนำความรู้ไปพัฒนาชีวิตของตนเอง ครอบครัว ชุมชน และประเทศได้อย่างยั่งยืน” ผศ.ดร.เอกก์ กล่าว
เพราะการพลิกโฉมการศึกษาไม่ได้เริ่มต้นและสิ้นสุดที่การประกาศใช้กฎหมาย แต่ต้องเกิดจากการเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวิธีเรียนรู้ และร่วมกันสร้างระบบการศึกษาที่ทำให้คนไทยทุกคนมีโอกาสเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ ร่วมติดตามและแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อกำหนดอนาคตการศึกษาไทยไปด้วยกัน ในงาน Matichon Forum 2026 Thailand Education Next for All : พลิกโฉมอนาคตการศึกษาไทย วันที่ 28 ตุลาคม 2569 เวลา 08.30–12.15 น. ณ ห้องอินฟินิตี้ 1–2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ (รางน้ำ)



