“Fangwork” คว้าแชมป์ Green Mission ปี 3 ต่อยอดไอเดียเยาวชนสู่นวัตกรรมเพื่อชุมชน

15.10.26 | 12:47 น.

ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิต ชุมชน และระบบเศรษฐกิจทั่วโลก โจทย์สำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับนโยบายภาพใหญ่เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นที่ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยนวัตกรรมจากฐานรากและการมีส่วนร่วมของเยาวชนรุ่นใหม่


โครงการ Green Mission by Chula x GULF ภารกิจรักษ์ยั่งยืน ปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด “Resilient LAB: คิดเพื่อบ้านเรา” เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้และพื้นที่ทดลองนวัตกรรม ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศ ได้นำปัญหาในชุมชนของตนเองมาวิเคราะห์และเปลี่ยนเป็นแนวทางแก้ไขสู้โลกร้อนอย่างเป็นรูปธรรม

โค้งสุดท้าย Bootcamp & Final Pitching

เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายสำหรับโครงการ Green Mission ปีที่ 3 เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ณ ณ ศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จ.สระบุรี  กับการประกวดในรอบตัดสิน ซึ่งเปิดให้เยาวชนทั้ง 20 ทีม นำเสนอแนวคิดและผลงานจากการเรียนรู้ตลอดค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการ 4 วัน 3 คืน ในรอบ Semi-Final ก่อนจะคัดเลือก 8 ทีมสุดท้ายเข้าสู่รอบ Final Pitching เพื่อประลองนวัตกรรมสู้โลกร้อนบนเวที

Advertisement

ภายใน Bootcamp เยาวชนได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎี การศึกษาดูงานในพื้นที่จริง และการฝึกปฏิบัติเชิงลึก โดยเริ่มต้นจากการเข้าชมสถานีดาวเทียมไทยคมและโรงไฟฟ้ากัลฟ์ อุทัย (GUT) จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ก่อนเข้าสู่การอบรม การตกผลึกไอเดียนวัตกรรม จนพัฒนาไปสู่ผลงานสำหรับการประกวดรอบตัดสิน

เปลี่ยนเยาวชนสู่ “ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง”

โครงการ Green Mission ปีที่ 3 เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการจัดการศึกษาเพื่อความยั่งยืน (Education for Sustainability) ที่ก้าวข้ามการเรียนรู้เชิงทฤษฎีแบบเดิมในห้องเรียน ไปสู่การพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้เป็น Green Leaders รุ่นใหม่ ผ่านการฝึกฝนทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ทั้งกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) การสื่อสาร และการทำงานร่วมกันเป็นทีม

โดยเยาวชนได้รับโจทย์ให้สำรวจปัญหาสภาพแวดล้อมใกล้ตัวในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง น้ำท่วม คลื่นความร้อน หรือการจัดการขยะ แล้วนำกระบวนการ Design Thinking มาสกัดจนได้ไอเดียที่ตอบโจทย์การรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับพื้นที่ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนมุมมองของเยาวชนจากการเป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบ ให้กลายเป็น “ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง” ที่มีความตระหนักรู้และเข้าใจบริบทของชุมชนตนเองอย่างแท้จริง

สำหรับนวัตกรรมที่เยาวชนนำเสนอ มีตั้งแต่ เว็บแอปพลิเคชันแสดงข้อมูลและพยากรณ์ความเสี่ยงการเกิดโรคพืช, เครือข่ายเซนเซอร์ฟังเสียงและเฝ้าสังเกตป่า โดยการสื่อสารแบบโครงข่าย, แผ่นฉนวนกันความร้อนจากผักตบชวา, เว็บไซต์สำหรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ, ระบบข้อมูลน้ำและการเตรียมพร้อม  และตลาดออนไลน์เชื่อมผู้ขายฟาง – ผู้ซื้อ เป็นต้น

พลังความร่วมมือ สถาบันการศึกษา x ภาคเอกชน

ความสำเร็จของโครงการ Green Mission เกิดจากการผนึกกำลังระหว่างองค์กรภาคเอกชนชั้นนำและสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยมีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ร่วมกันนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ และศักยภาพของแต่ละภาคส่วนมาสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนานวัตกรรมเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ได้มาอยู่ที่แห่งนี้ ไม่ว่าแต่ละคนจะมาจากเจเนอเรชันไหน แต่เมื่อมารวมตัวกัน ทุกคนคือ “Green Generation” ที่มีเป้าหมายเดียวกันในการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ พร้อมชื่นชมเยาวชนที่ผ่านเข้ามาถึงรอบนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพและมีความมุ่งมั่นที่จะร่วมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ

“สิ่งที่คณาจารย์และทุกคนตั้งใจอย่างมาก คือการสร้าง ‘นวัตกร’ ที่สามารถสร้างนวัตกรรมต่อไปได้อย่างยั่งยืน แล้วทุกคนก็จะสร้างรางวัลชีวิตให้กับตัวเอง ตรงนี้คือความยิ่งใหญ่ คือรางวัลที่แท้จริงที่ทุกคนจะได้กลับไป รวมถึงความภูมิใจ และมิตรภาพ สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน”

ขณะที่ภาคเอกชน  นายสิตมน รัตนาวะดี ผู้อำนวยการด้านการบริหารฝ่ายกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) บอกว่า “สิ่งที่ผมประทับใจจาก Green Mission ในปีนี้ คือหลายไอเดียของน้อง ๆ เริ่มต้นจากเรื่องใกล้ตัว จากปัญหาที่เขาเห็นในบ้านหรือชุมชนของตัวเอง แล้วตั้งคำถามว่าเขาจะช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง ผมคิดว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ”

“สำหรับ GULF เราอยากช่วยเปิดพื้นที่ให้น้อง ๆ ได้ลองคิด ลองทำ และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ที่สำคัญ เราไม่อยากให้ไอเดียเหล่านี้จบลงหลังการแข่งขัน จึงสนับสนุนให้ทีมที่ได้รับรางวัล นำ Prototype ที่ได้นำเสนอ กลับไปทดลองทำจริงในพื้นที่ และค่อย ๆ พัฒนาต่อให้สามารถสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้ครับ”

ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้เรียนรู้และพัฒนาแนวคิดจากโจทย์จริง แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนในระดับท้องถิ่น (Local Action) เพื่อร่วมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สอดรับกับ ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ภายใต้ UNFCCC ที่มุ่งควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส รวมถึงเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย

เสียงจากเยาวชนผู้คว้ารางวัลชนะเลิศ 

โครงการ Green Mission by Chula x GULF ปีที่ 3 มอบทุนการศึกษา โล่รางวัล และใบประกาศเกียรติคุณรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท โดยสรุปผลการแข่งขันดังนี้

  • รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 40,000 บาท ได้แก่ ทีมสามเกลอ จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร (มัธยมศึกษา) ผลงาน “Fangwork” ตลาดออนไลน์เชื่อมผู้ขายฟาง – ผู้ซื้อ
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 20,000 บาท ได้แก่ ทีมเสี่ยปุ๋ยสั่งทำ จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ผลงาน เครือข่ายเซนเซอร์ฟังเสียงและเฝ้าสังเกตป่า โดยการสื่อสารแบบโครงข่าย
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 10,000 บาท ได้แก่ ทีมเดชใดหนอ…จะเท่าเดชเรา จากโรงเรียนชลประทานวิทยา ผลงาน “Root to Roof” แผ่นฉนวนกันความร้อนจากผักตบชวา ลดความร้อนภายในโรงเรือน
  • รางวัลชมเชย 2 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท ได้แก่ ทีม Little My Clan จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย พิษณุโลก ผลงาน “CROPCAST” เว็บแอปพลิเคชันแสดงข้อมูลและพยากรณ์ความเสี่ยงการเกิดโรคพืช และทีมพลังใบ จากโรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ ผลงาน “ข้างบ้าน” ระบบเฝ้าระวังและตอบโต้อัจฉริยะเกี่ยวกับการกัดเซาะของน้ำทะเล
  • รางวัลที่ปรึกษาดีเด่น 2 รางวัล เงินรางวัล 10,000 บาท ได้แก่ คุณครูนาฎอนงค์ เพชรสีดำ จากโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย และคุณครูวชิราภรณ์ อัครอธิมาตร จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร (มัธยมศึกษา)
  • รางวัล Popular Vote by GULF 2 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท จะประกาศผลในเดือนพฤศจิกายน 2569

นายสิรภพ สงวนพันธุ์, นายภาสวิชญ์ ฐิติถาวรวงศ์ และนายพิชญุตม์ สืบสายพรหม จากทีมสามเกลอ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร (มัธยมศึกษา) ผู้ชนะเลิศโครงการ Green Mission ปีที่ 3 เล่าว่า จุดเริ่มต้นของโครงการเกิดจากปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่พบเจอจริงในพื้นที่บ้านเกิด จ.นครปฐม เมื่อลงสำรวจชุมชนก็พบว่าสาเหตุสำคัญมาจากการเผาในที่โล่งภาคการเกษตร โดย 44% ของจุดความร้อนอยู่ที่นาข้าว จึงอยากหานวัตกรรมมาช่วยแก้ปัญหานี้ โดยพัฒนาเป็น “Fangwork” แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์สำหรับซื้อขายฟาง ที่เชื่อมระหว่างเกษตรกรกับกลุ่มผู้ซื้อ โดยประยุกต์ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมในการประมาณจำนวนก้อนฟางในแต่ละแปลง เพื่อช่วยไม่ให้โดนกดราคาจากการเหมาซื้อแบบเดิม

นอกจากนี้ การขายฟางผ่านแพลตฟอร์มยังช่วยสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร ลดการเผาได้อย่างยั่งยืน และช่วยบันทึกข้อมูลคาร์บอนเครดิต เพื่อรักษาสิทธิ์ตามนโยบายภาครัฐอีกด้วย

“การเข้าร่วม Green Mission ทำให้พวกเราได้ฝึกคิดวิเคราะห์ และได้โอกาสในการศึกษาดูงานสถานที่จริง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยาก ขั้นต่อไปพวกเราวางแผนจะลงพื้นที่ชุมชนใน จ.นครปฐม เพื่อนำแพลตฟอร์มต้นแบบไปทดสอบกับกลุ่มชาวนาเป้าหมาย 15–30 ราย รับฟังความคิดเห็นและนำมาปรับปรุงระบบจริง ให้ตอบโจทย์และใช้งานง่ายที่สุดสำหรับเกษตรกร ถ้ามีโอกาสอยากเชิญชวนทุกคนมาสมัครร่วมโครงการ Green Mission ดูว่าเราสามารถช่วยประเทศไทยเรื่องอะไรได้บ้าง คิดเพื่อบ้านเราครับ”

เปลี่ยนไอเดียบนกระดาษ ให้เป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง

ความพิเศษของ Green Mission ปีที่ 3 คือการยกระดับจากการประกวดแผนงานบนกระดาษ ไปสู่การลงมือปฏิบัติจริงในพื้นที่ผ่าน Sandbox Pilot Project โดยโครงการฯ ได้จัดสรรทุนสนับสนุนการพัฒนาต่อยอดให้แก่ทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ, รองชนะเลิศอันดับ 1 และรองชนะเลิศอันดับ 2 รวม 3 ทีม ทีมละไม่เกิน 20,000 บาท

เงินทุนสนับสนุน Sandbox Pilot Project นี้ จะถูกนำไปใช้ลงมือทำโครงการจริงในพื้นที่ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป โดยทั้ง 3 ทีมจะได้รับคำแนะนำและการดูแลอย่างใกล้ชิดจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับทีมงานผู้เชี่ยวชาญของ GULF เพื่อทดสอบนวัตกรรม ปรับปรุงแนวคิด และติดตามผลการใช้งานจริงในชุมชน นับเป็นการทดลองระบบนวัตกรรมจากฐานราก ที่มุ่งเน้นการสร้างผลประโยชน์ร่วม ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมอย่างยั่งยืน

โครงการ Green Mission by Chula x GULF ปีที่ 3 คือพลังของความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชนในการปั้น Green Leaders รุ่นใหม่ของประเทศไทย การเปลี่ยนไอเดียจากกระดาษไปสู่การทดลองจริง ที่ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างนวัตกรรมที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละท้องถิ่น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อน Local Climate Action ที่ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสนับสนุนประเทศไทยในการก้าวสู่เป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำอย่างแท้จริง