หมายเหตุ – มติชน สัมภาษณ์พิเศษ นายประวิต เอราวรรณ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งถึงทิศทางการทำงานในการขับเคลื่อนการศึกษาไทย
⦁มีนโยบายพัฒนาการศึกษาไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้อย่างไร?
“ผมมองว่าระบบการศึกษาของประเทศไทย ยังมีโอกาสขยับและพัฒนาไปต่อได้ในหลายๆ เรื่อง ขณะนี้กำลังเร่งวางโครงสร้างระบบการศึกษาไทยทั้งระบบ โดยมีโจทย์สำคัญ 5 ด้าน ดังนี้ 1.การวางแผนกำลังคน (Manpower System) เนื่องจาก ศธ.เป็นกระทรวงที่มีข้าราชการและบุคลากรมากที่สุดในประเทศไทย จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมจัดทำแผนพัฒนาบุคลากรภาพรวมระยะ 5 ปี ยกระดับทักษะครูและบุคลากร ซึ่งโจทย์ที่ท้าทายจากทางรัฐบาล ที่ต้องการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน ใช้จ่ายงบประมาณด้านบุคลากรอย่างคุ้มค่า เราจำเป็นต้องวิเคราะห์ อนาคตว่าโรงเรียนทั่วประเทศควรมีจำนวนเท่าไร ตามอัตราการเกิดของเด็ก รวมถึงสัดส่วนของครูต่อเด็กที่เหมาะสม โดยต้องเทียบสัดส่วนตามค่าเฉลี่ยขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD และองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก โดยปัจจุบันระดับประถมศึกษาประเทศไทยทำได้ดี อัตราครูต่อเด็กอยู่ที่ 1:17 ส่วนที่น่ากังวลคือ ระดับมัธยมศึกษาสัดส่วนครูต่อเด็ก อยู่ที่ 1:35 ดังนั้น จึงต้องเร่งปรับสัดส่วนให้ใกล้กับค่าเฉลี่ยของ OECD ยูเนสโกมากขึ้น อย่างไรก็ตามตัวเลขสัดส่วนครูต่อเด็กที่ไม่สมดุลกัน สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยยังมีปัญหาการกระจายครูและต้องมีการปรับเปลี่ยนอัตราที่เกินเพื่อไปทำภารกิจอื่น ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นโจทย์แรกที่จะต้องทำ และเป็นนโยบายที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ให้ความสำคัญ
2.ระบบการเงินและงบประมาณ (Financial System) ประกอบกับเป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ ศธ. อยู่ในข้อที่ 2 เรื่อง รื้อสูตรความเหลื่อมล้ำ ด้านงบประมาณและโอกาส โดยจะเร่งปรับสูตรการจัดสรรงบประมาณใหม่ เช่น งบอุดหนุนรายหัว เป็นปัญหาสำคัญที่ควรได้รับการแก้ไข โดยปัจจุบันงบส่วนใหญ่ที่จมอยู่กับบุคลากรจนเหลืองบลงทุนน้อย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มประสิทธิภาพงบประมาณตรงสู่ตัวเด็กและคุณภาพการเรียนการสอน ซึ่งถ้าเราสามารถบริหารบุคลากรได้ ก็จะสามารถนำงบในส่วนนี้ ไปลงทุนกับตัวผู้เรียนได้มากขึ้น
3.การเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่โลกการทำงาน ปัจจุบันผู้เรียนไม่ได้เรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเลือกเรียนรู้ได้จากโลกภายนอก ซึ่งสามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น ดังนั้นจึงสนับสนุนระบบ Credit Bank หรือธนาคารหน่วยกิต เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กยุคใหม่ที่มีทักษะเฉพาะทาง (Talent) ได้เรียนรู้จากภายนอกห้องเรียนได้อย่างยืดหยุ่น โดยไม่ถูกยึดติดกับระบบการศึกษาแบบเดิม
4.การพัฒนาเด็กปฐมวัย ถือว่าเป็นการลงทุนที่ได้ผลลัพธ์ในระยะยาว โดย ศธ.พยายามที่จะผลักดันคนในพื้นที่ให้ได้แสดงศักยภาพ โดยเฉพาะศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง (Co-ordinator หรือ Facilitator) ขับเคลื่อนการศึกษาในแต่ละจังหวัดเดินหน้าได้อย่างมีคุณภาพ เนื่องจากระดับปฐมวัยมี 4 กระทรวงหลักที่รับผิดชอบร่วมกัน ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และ ศธ. ในฐานะคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยระดับจังหวัด ซึ่งต้องพยายามผลักดันให้มีความตื่นตัว เพื่อทำให้การพัฒนาเด็กปฐมวัยเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว และ 5.ยกระดับสู่สากล เตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยพัฒนาศักยภาพเทียบเคียงกับนานาชาติ ผ่านการทำงานร่วมกับองค์กรนานาชาติ โดยเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้หารือร่วมกับ World Economic Forum (WEF), UNESCO, UNICEF และ OECD เพื่อทำวิจัยและยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยสู่ระดับสากล
และในปี 2027 ประเทศไทยร่วมกับ UNESCO เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Global Education Meeting (GEM) ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม-2 เมษายน 2570 ที่กรุงเทพฯ หัวข้อสำคัญที่จะหารือคือ การยกระดับการศึกษาและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงความร่วมมือร่วมกับองค์กรการศึกษาในระดับนานาชาติ
⦁สำนักงานปลัด ศธ. วางทิศทางการทำงานไว้อย่างไร?
“การทำงานของสำนักงานปลัด ศธ. จากนี้จะเน้นที่การวางระบบใหญ่ มีเป้าหมายขับเคลื่อนองคาพยพการจัดการศึกษาในภาพรวมไปด้วยกัน โดยสำนักงานปลัด ศธ.จะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานและผู้อำนวยความสะดวก ทำให้ทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกันให้ได้มากที่สุด แต่ไม่ใช่การสั่งการ เป็นลักษณะในการทำงานแบบประสานงาน การกำหนดทิศทาง และการบูรณาการร่วมกัน
ที่ผ่านมาได้มีการหารือกับทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ถึงทิศทางการทำงานเพื่อประสานความร่วมมมือ ขณะที่ในส่วนของสำนักงานปลัด ศธ. จะมีการปรับภายใน โดยเตรียมจัดเวิร์กช็อป ร่วมกับศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ทั้ง 77 จังหวัด ทั่วประเทศ ในวันที่ 25-26 ตุลาคม 2569 เพื่อร่วมกันปรับบทบาทการขับเคลื่อนการศึกษาในระดับพื้นที่ รวมถึงศึกษาธิการภาค (ศธภ.) และผู้ตรวจราชการ ศธ. เพื่อร่วมกันปรับบทบาทการขับเคลื่อนการศึกษาในระดับพื้นที่ นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาข้าราชการรุ่นใหม่ ให้มีศักยภาพและมีความทุ่มเทกับ ศธ. ซึ่งในขณะเดียวกันจะมีการเน้นพัฒนาทักษะผู้บริหารระดับต้นถึงระดับกลาง เพิ่มศักยภาพ คิดนอกกรอบ รับผิดชอบงาน เพื่อรองรับงานในระดับผู้บริหารสูงสุดได้ และพร้อมทำงานบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานได้ อย่างแรกคือ สามารถทำงานตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.และนโยบายรัฐบาลได้ 2.สามารถคิดนอกกรอบและขับเคลื่อนงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบได้ดี โดยต้องทำงานบูรณาการร่วมกันกับทุกหน่วยงาน เช่น เรื่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สำนักงานปลัด ศธ.ต้องทำงานใกล้ชิดกับ สพฐ. เป็นต้น
⦁รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ได้มอบหมายงานอะไรให้ทำเป็นพิเศษหรือไม่?
“ได้มอบให้ทำในหลายเรื่อง โดยหลักๆ คือการขับเคลื่อนงานตามนโยบาย 5 ข้อ ของรัฐมนตรีว่าการ ศธ. มีงานใหญ่ 2 งานที่ต้องดำเนินการ ดังนี้ 1.งานระยะยาว ในอีก 6 เดือนข้างหน้า การเตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุม Global Education Meeting เพื่อระดมสรรพกำลังยกระดับการศึกษาไทย และ 2.งานเร่งด่วนเฉพาะหน้า การฟื้นฟูโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยอยู่ระหว่างจัดทำแผนโครงการเสนอของบกลาง เพื่อเยียวยาโรงเรียนอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ ในมิติเชิงโครงสร้าง กฎหมายแม่บทอย่าง ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้ลงนามเพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว โดยคาดว่าเร็วๆ นี้เราจะได้เห็นหน้าตาของ พ.ร.บ.การศึกษาฯฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการปรับทิศทางการศึกษา รวมถึงได้เน้นย้ำถึงเรื่องโรงเรียนปลอดภัยของศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย ซึ่ง นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย ได้ฝากให้ช่วยขับเคลื่อนงานอย่างเต็มที่ เรื่องเหล่านี้ถือเป็นงานสำคัญที่ต้องเร่งลงไปเซตระบบ เพื่อให้การทำงานมีความรวดเร็ว”
⦁มีการวางแผนในเรื่องของโรงเรียนขนาดเล็กไว้อย่างไร?
“จำเป็นจะต้องหารือร่วมกับทาง สพฐ., สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) โดยต้องเจรจากับคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ถึงแผนอัตรากำลังที่แท้จริง โจทย์สำคัญคือ เราต้องตอบให้ได้ว่าจะมีโรงเรียนกี่แห่ง และอยู่ที่ไหนบ้าง หากมีการควบรวมโรงเรียนหรือปิดตัวโรงเรียน อาคารและสิ่งก่อสร้างซึ่งเป็นทรัพยากรของรัฐ จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่ออย่างไร ใครเป็นคนใช้ประโยชน์ต่อ เรื่องนี้ต้องมีแผนรองรับที่มีความชัดเจน”
⦁มีเรื่องหนักใจหรือไม่ที่ต้องมานั่งในตำแหน่งปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ตำแหน่งนี้เปรียบเสมือนพ่อบ้านและแม่บ้านหรือไม่ อย่างไร?
“ผมไม่ได้มองตำแหน่งปลัดกระทรวงศึกษาธิการว่าเป็นพ่อบ้านหรือแม่บ้าน มองว่าตำแหน่งปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นคนที่ต้องเชื่อมโยงทุกคนให้สามารถทำงานร่วมกันได้มากกว่า มองว่างานทั้งหมดที่อยู่ในความรับผิดชอบเป็นเรื่องท้าทายมากกว่าเรื่องหนักใจ แม้แต่การทำให้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการมีความตื่นตัวมากขึ้นก็เป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง”
⦁หาก พ.ร.บ.การศึกษาฯบังคับใช้หน่วยงานใน ศธ. ต้องปรับตัวอย่างไร?
“ทุกหน่วยงานในสังกัด ศธ.ต้องมีการปรับตัว เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.การศึกษาฯฉบับใหม่ จะเน้นตัวผู้เรียนและผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง กระทบกับหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การจัดสรรงบประมาณ การใช้สื่อเทคโนโลยี จึงทำให้ทุกหน่วยงานต้องมีการปรับองคาพยพของตัวเอง เช่น สำนักงานปลัด ศธ. จะมีการวิเคราะห์โครงสร้างของหน่วยงานภายในว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เรื่องนี้หน่วยงานไหนต้องเป็นคนรับผิดชอบเรื่องไหนบ้าง และอนาคตต้องปรับตัวให้ทันโลกอย่างไร โดยส่วนตัวเชื่อเรื่องการพัฒนาคน มากกว่าการออกแบบโครงสร้างให้คนทำตาม ดังนั้น ทั้งหมดนี้ต้องมาหารือว่า จะวางแผนการบริหารกำลังคนอย่างไรให้ตอบโจทย์มากกว่า”
⦁ในอนาคตวางโครงสร้างการบริหารอัตรากำลังอย่างไร?
“ต้องทำแผนออกมาให้ทุกคนยอมรับร่วมกัน แผนที่ดีต้องไม่กระทบคนที่อยู่ปัจจุบัน เรามีอัตราเกษียณทุกปี เมื่อมีผู้เกษียณอายุราชการในแต่ละปี ต้องพิจารณาความจำเป็นว่าจะบรรจุกลับคืนมาเท่าไร และจะนำเม็ดเงินจากงบประมาณที่เหลือไปใช้ในเรื่องใด โดยต้องวางแผนในส่วนนี้ ให้ทุกคนรับรู้ร่วมกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
⦁ยังมีข้อถกเถียงเรื่อง ศธภ. และ ศธจ. มีความจำเป็นหรือไม่?
“ถ้าไม่มีความจำเป็นก็จะไม่แต่งตั้ง เรื่องนี้เป็นเรื่องในอนาคต ถ้าบอกว่าไม่จำเป็นแล้วยุบโครงสร้างทันที แบบนี้ไม่สามารถทำได้ ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การบริหารอัตรากำลัง ไม่ใช่การทุบโครงสร้างทันที แต่คือการบริหารตามจังหวะเวลา ทุกอย่างต้องมีแผนที่มีความโปร่งใสและไม่กระทบคนที่ทำงานอยู่ปัจจุบัน”
⦁ปัญหาต่างๆ ของ ศธ.ที่เรื้อรังมานานคิดว่าเกิดจากสาเหตุใด?
“สาเหตุเกิดมาจากเรื่องคน ไม่ใช่ว่าคนไม่มีความสามารถ แต่ต้องมีวิธีการนำความสามารถของคนออกมาใช้ในการขับเคลื่อนงานให้ไปในทิศทางเดียวกัน”
⦁หนักใจหรือไม่ที่ต้องมาเป็นปลัด ศธ.เสมือน
พ่อบ้าน-แม่บ้านของกระทรวง?
“ผมไม่ได้มองตำแหน่งปลัด ศธ.เป็นพ่อบ้านหรือแม่บ้าน มองว่าเป็นตำแหน่งที่ต้องเชื่อมโยงทุกคนให้สามารถทำงานร่วมกันได้ มองว่างานทั้งหมดที่อยู่ในความรับผิดชอบเป็นเรื่องท้าทายมากกว่าเรื่องหนักใจ แม้แต่การทำให้สำนักงานปลัด ศธ.มีความตื่นตัวมากขึ้นก็เป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง”
⦁หลักในการทำงานคืออะไร?
“หลักการทำงานคือ ให้เกียรติ ให้โอกาส และให้ความเสมอภาค ให้เกียรติมองทุกคนเป็นทีมงานร่วมกัน ไม่ได้มองเป็นเจ้านายหรือลูกน้อง ให้โอกาสทุกคนทำงาน และให้ความเสมอภาค การจะเลื่อนตำแหน่งหรือโปรโมตใคร ต้องวัดกันที่ผลงานจริง โดยในอนาคตกำลังจะใช้ระบบประเมิน หนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่เตรียมนำมาใช้ในสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการคือ การปฏิวัติระบบประเมินสมรรถนะบุคลากร โดยนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ผลงานการทำงานจริง เข้าระบบเพื่อประเมินผลงาน โดยไม่ต้องจัดทำเอกสารให้เป็นภาระ เปิดโอกาสให้มีการประเมินร่วมกันหลายฝ่าย ทั้งการประเมินตนเองและการประเมินผู้บังคับบัญชา อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างการยอมรับซึ่งกันและกัน เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งและข้อครหาเรื่องความไม่เป็นธรรม”
⦁มีการร้องเรียนเรื่องทุจริตเข้ามาบ้างหรือยัง?
“ขณะนี้ยังไม่มีเรื่องใหม่เข้ามา ส่วนเรื่องที่ตรวจสอบอยู่เดิม ได้มอบหมายให้สำนักงานนิติการรวบรวมเพื่อดำเนินการตรวจสอบและแก้ไข โดยทุกอย่างต้องมีความโปร่งใส เป็นธรรม ในช่วงยุคที่ผมเป็นปลัด ศธ.จะต้องไม่มีเรื่องทุจริตเด็ดขาด หากมีประวัติหรือหลักฐานที่ชัดเจน จะไม่มีการละเว้นใดๆ ทั้งสิ้น เรื่องนี้ ศธ.ต้องเป็นกระทรวงต้นแบบ คนที่ทำงานด้านการศึกษาควรจะมีมาตรฐานทางจริยธรรมในการทำงานที่ค่อนข้างสูงกว่าที่อื่น เพราะเราเป็นกระทรวงที่ผลิตคนออกไปเป็นพลเมืองของประเทศ ถ้าเราไม่สามารถเป็นต้นแบบในเรื่องนี้ได้ ก็ยากที่จะขับเคลื่อนเรื่องอื่นๆ ต่อไป
พร้อมกันนี้ คิดเห็นว่าต้องลดเรื่องขั้นตอนและพิธีกรรมที่ซ้ำซ้อนลง เช่น การแสดงความยินดีในพิธีการต่างๆ ต้องมีห้ามปรามกันบ้าง เพื่อให้บุคลากรมีเวลาทุ่มเทให้กับงานในหน้าที่อย่างเต็มที่

