‘สพฐ.’ เร่งเครื่องพื้นที่นวัตกรรม ถอดบทเรียน 20 จังหวัด-โชว์ผลงาน

26.10.26 | 06:00 น.

‘สพฐ.’ เร่งเครื่องพื้นที่นวัตกรรม ถอดบทเรียน 20 จังหวัด-โชว์ผลงาน

นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาว่า ปัจจุบันพื้นที่นวัตกรรมการศึกษามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เงียบหรือหยุดชะงักอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ โดยขณะนี้การดำเนินงานกำลังเข้าสู่ระยะที่ 2 หลังจากผ่านการดำเนินงานในระยะแรกมาแล้ว จึงจำเป็นต้องทบทวนผลการดำเนินงาน ปรับกลไกการขับเคลื่อน และวางแผนการทำงานในระยะต่อไปให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ได้มีการเสนอปรับองค์ประกอบคณะกรรมการและคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับความเห็นชอบแล้ว โดยต้องเร่งดำเนินการตามแผน พร้อมทั้งนำแนวทางนโยบายของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ รวมถึงการขับเคลื่อนแนวคิดครัวกลาง เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของโรงเรียนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

นายภูธร กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาครอบคลุม 20 จังหวัด แต่ละพื้นที่มีบริบทและความต้องการแตกต่างกัน จึงต้องเปิดโอกาสให้ผู้บริหารโรงเรียนมีอิสระในการบริหารจัดการ โดยโรงเรียนจะได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อใช้ขับเคลื่อนนวัตกรรมการศึกษา อย่างไรก็ตาม การใช้งบประมาณต้องมีแผนงานและเป้าหมายที่ชัดเจน มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนา สามารถตรวจสอบได้ และนำไปปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม


“สิ่งสำคัญในระยะนี้คือ การกลับไปดูว่าการดำเนินงานที่ผ่านมา มีนโยบายใดที่นำไปสู่การปฏิบัติแล้วเกิดผลสำเร็จบ้าง ต้องถอดบทเรียนจากสิ่งที่ทำได้ดี เพื่อนำมาต่อยอดและขยายผลไปสู่การพัฒนาด้านอื่นๆ เปรียบเสมือนการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากระยะแรก แล้วนำเมล็ดพันธุ์ที่ได้ไปเพาะต่อในระยะที่ 2” นายภูธร กล่าว

รองเลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อว่า สำหรับการติดตามและประเมินผลที่ผ่านมา มีรูปแบบการประเมินจากภายนอก โดยอาจารย์มหาวิทยาลัยเข้ามามีส่วนร่วม ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะจัดตั้งคณะกรรมการลงพื้นที่เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของโรงเรียน พิจารณาว่าโรงเรียนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร นวัตกรรมที่นำมาใช้เกิดประโยชน์สูงสุดหรือไม่ มีแนวทางใดที่ควรขยายผล และประเด็นใดที่ต้องปรับปรุง คาดว่าจะเริ่มติดตามประเมินผลในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ หลังโรงเรียนทยอยเปิดภาคเรียน โดยกำหนดเวลาต้องสอดคล้องกับปฏิทินการศึกษาของแต่ละแห่ง ซึ่งมีความยืดหยุ่นแตกต่างกันไป นอกจากนี้ จะต้องให้ความสำคัญกับการประเมินผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน เพื่อให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการจัดการศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่โรงเรียนและนักเรียนอย่างไร โดยอาจกำหนดให้โรงเรียนรายงานความคืบหน้าการดำเนินงาน ควบคู่กับการรวบรวมผลงานนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จ

“สำนักพัฒนานวัตกรรมการศึกษาและหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่นวัตกรรม จะต้องร่วมกันจัดทำแผนระยะยาวให้ชัดเจน ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการและคณะกรรมการระดับนโยบาย เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนในระยะต่อไปอย่างเป็นระบบ พร้อมสนับสนุนให้ผู้บริหารโรงเรียนรวมกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ปรึกษามหาวิทยาลัยหรือผู้เชี่ยวชาญที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง เพื่อช่วยกันพัฒนานวัตกรรมให้ตอบโจทย์บริบทของแต่ละพื้นที่และเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนอย่างแท้จริง” นายภูธร กล่าว

Advertisement