หมายเหตุ – มติชนสัมภาษณ์ นายวิทวัต ปัญจมะวัต เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ถึงทิศทางนโยบายการบริหาร สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) และการพัฒนากำลังคนเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ
⦁หลังเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการกอศ.เกือบหนึ่งเดือน รู้สึกอย่างไรบ้าง?
“เข้ามาทำงานจริง ๆ เกือบ 1 เดือน เพิ่งเข้าใจผู้บังคับบัญชาว่ามีงานมากเพียงใด ช่วงแรกรู้สึกเหนื่อยแบบที่ไม่เคยเหนื่อยมาก่อน ทั้งนี้ผมถือว่าเป็นลูกหม้อ สอศ.โดยตรง เริ่มต้นจากการเป็นข้าราชการระดับ ซี 3 ซี 4 ที่สำนักนโยบายและแผนตั้งแต่ยังเด็ก และไม่เคยย้ายไปไหนเลย อยู่ยาวนานถึง 28 ปี เติบโตตามลำดับขั้น ได้เป็นผู้อำนวยการสำนักแผน , ที่ปรึกษาด้านแผน , รองเลขาธิการ ซึ่งก็ยังดูแลงานแผน จนกระทั่งขึ้นมาเป็นเลขาธิการกอศ. รวมระยะเวลาเกือบ 30 ปี ที่วนเวียนอยู่กับเรื่องแผนและงบประมาณ จนกลายเป็นจุดขายหรือแบรนด์เนมของตัวเอง”
⦁เมื่อก้าวขึ้นมาดูภาพรวมของอาชีวะทั้งหมด มีแผนจะดูแลวิทยาลัยต่างๆ อย่างไร?
“มีหลายเรื่องที่อยากปรับปรุง แต่ก่อนผมดูแลเฉพาะเรื่องแผน จะเห็นเพนพ้อยท์ หรือจุดอ่อนขององค์กร จึงตั้งใจนำนโยบายมาปรับใช้บ้าง โดยที่ผ่านมายกเลิกการจัดซื้อจัดจ้างสิ่งของราคาแพง เช่น ยกเลิกการซื้อรถตู้ หันมาใช้ระบบเช่ารถแทน เพื่อประหยัดงบประมาณ ไม่ต้องเสียค่าซ่อมบำรุง มีเกณฑ์เปลี่ยนคันใหม่ทุก 5 ปีทำให้ได้รถใหม่ไว้ใช้อยู่ตลอดเวลา อีกสิ่งที่กำลังจะดำเนินการคือ ยกเลิกการจัดซื้อคอมพิมเตอร์ และให้ใช้วิธีการเช่าแทน คาดว่าจะเริ่มในปีงบประมาณ 2571 เหตุผลเพราะเป็นสินค้าที่ตกรุ่นเร็ว ภายใน 5 ปีก็ล้าสมัย ดังนั้น หากเปลี่ยนมาใช้วิธีเช่าแทนจะช่วยประหยัดงบประมาณ คาดว่าจะเริ่มต้นเช่าประมาณ 30 เครื่องต่อ 1 วิทยาลัย (1 ห้องเรียน) ก่อนใน 433 วิทยาลัยทั่วประเทศ และจะขยายผลต่อเนื่องทุกปี เพื่อลดภาระการซ่อมและงบประมาณ”
⦁การปรับโครงสร้างและการบริหารจัดการบุคลากรภายในองค์กร มีแนวทางอย่างไร?
“เน้นการกระจายอำนาจ และจัดโครงสร้างใหม่ เดิมสอศ. ที่มีรองเลขาธิการ 3 คน และที่ปรึกษา 4 คน แต่งานส่วนใหญ่อยู่ที่รองเลขาธิการกอศ. ทำให้ที่ปรึกษาซึ่งเงินเดือนสูงไม่มีภาระงานชัดเจน ดังนั้นจึงปรับบทบาทใหม่ โดยมอบหมายงานให้ทุกคนรับผิดชอบดูแลหน่วยงานอย่างน้อยคนละ 1 สำนักงาน การกระจายหน้าที่อย่างชัดเจน ทำให้มีผู้รับผิดชอบโดยตรง ทำให้เลขาธิการฯ ไม่ต้องดูรายละเอียดเองทั้งหมด
ส่วนโครงสร้างหลักๆ บางส่วนที่ไม่ตอบโจทย์ จะมีการปรับเปลี่ยน เช่น ศูนย์ระงับเหตุทะเลาะวิวาท ซึ่งเปรียบเสมือนม้าเร็ว เข้าไประงับเหตุ แต่ถูกยกเลิกไป จะคืนชีพกลับมาทำใหม่ เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วในการประสานงานและเข้าระงับเหตุทะเลาะวิวาทของเด็กอาชีวะให้ทันท่วงทีตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะผนวกภารกิจเรื่องการป้องกันยาเสพติดและโครงการ To Be Number One เข้าไปด้วย เน้นเชิงป้องกันมากกว่าปราบปราม ขณะเดียวกันเตรียมจัดตั้งศูนย์ความปลอดภัย 4 มุมเมือง เพื่อกระจายกำลังดูแลรอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ ด้านเหนือ (วิทยาลัยเทคนิค(วท.)ดอนเมือง) , ด้านใต้ (วท.สมุทรปราการ) , ด้านตะวันออก (วท.มีนบุรี) และด้านตะวันตก (วท.ราชสิทธาราม) เพื่อให้เคลื่อนที่เข้าจัดการความปลอดภัยได้ทันท้วงที
ปัจจุบันปัญหาทะเลาะวิวาทมีจำนวนลดลง โดยสอศ.ใช้ยุทธศาสตร์เหลื่อมเวลาแยกชั้นเรียน ไม่ให้รุ่นพี่เจอรุ่นน้อง โดยไม่ให้นักเรียนปี 2 มาเจอกับปี 1 เพื่อตัดวงจรการรับน้องโหดหรือการชักชวนไปก่อเหตุทะเลาะวิวาท รวมถึงให้นักเรียนชั้นปีที่ 2 ออกไปฝึกงานในสถานประกอบการ ซึ่งต้องมีการตอกบัตรลงเวลาจริงจัง และสถานที่ฝึกงานส่วนใหญ่เป็นโรงงานที่อยู่ห่างไกลจากสถานศึกษา ทำให้โอกาสที่จะกลับมาเจอรุ่นน้องลดน้อยลงอย่างมาก”
⦁เป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนอาชีวะต่อสามัญ?
“ปัจจุบันโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป อัตราเด็กเกิดใหม่ลดลงทุกปี การจะเพิ่มสัดส่วนหรือปริมาณผู้เรียน เป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก จึงเปลี่ยนแนวคิดมาเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ซึ่งส่วนตัวมีความเชื่อมั่นว่า หากเราพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพ ผู้ปกครองจะเกิดความไว้วางใจส่งบุตรหลานเข้ามาเรียน ดังคำเปรียบที่ว่า “อย่าวิ่งไล่จับผีเสื้อ เพราะจะเหนื่อย แต่จงสร้างสวนดอกไม้ให้สวย แล้วผีเสื้อจะบินมาเอง” หากพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนให้ดี ผู้ปกครองและนักเรียนจะเชื่อมั่นอยากเข้ามาเรียนเอง”
⦁แนวทางการยกระดับคุณภาพการศึกษาอาชีวะ?
“ดำเนินการผ่าน 2 แกนหลักสำคัญ คือ 1.การนำปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามาใช้ในห้องเรียน เพื่อลดภาระงานครู ให้ AI ช่วยเตรียมการสอน ทำใบงาน ทำสไลด์ PowerPoint ออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบ และวิเคราะห์ผลการเรียน เพื่อให้ครูมีเวลาไปพัฒนาตนเองและดูแลนักเรียนด้านอื่นๆ ลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยยกระดับคุณภาพการสอนระหว่างวิทยาลัยขนาดใหญ่ในเมืองกับวิทยาลัยการอาชีพในต่างอำเภอให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกัน และ 2.การพัฒนาระบบทวิภาคี เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสไปฝึกปฏิบัติงานจริงที่สถานประกอบการ ซึ่งขณะที่ผมเป็นรองเลขาธิการกอศ. ได้ผลักดันให้เพิ่มงบประมาณสนับสนุนการจัดการศึกษาระบบทวิภาคี จากเดิม 23 ล้านบาทต่อปี เป็น 190 ล้านบาทต่อปี โดยต่อไปจะกำหนดมาตรฐานให้ทุกวิทยาลัยมีการฝึกอบรมเตรียมความพร้อมก่อนไปฝึกปฏิบัติงานจริง ครูต้องฝึกทักษะการใช้เครื่องมือ เครื่องจักร และปลูกฝังวินัยให้นักเรียนก่อนส่งไปสถานประกอบการ และจะเน้นย้ำให้มีการนิเทศติดตามนักเรียนนักศึกษาอย่างจริงจังมากขึ้น ที่ผ่านมาอาจครูอาจมีการออกไปนิเทศติดตามการฝึกปฏิบัติงานของเด็กน้อย ส่วนหนึ่งเพราะระยะทางไกล แต่ปัจุบันสามารถนำระบบออนไลน์มาใช้เพื่อช่วยลดภาระในส่วนนี้ได้ โดยจะกำหนดให้ครูต้องนิเทศนักเรียนออนไลน์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เช่น การประชุมทางไกลช่วงค่ำ เพื่อติดตามปัญหาและสร้างความอุ่นใจให้ผู้ปกครอง
ขณะเดียวกัน จะเน้นคุณภาพความร่วมมือกับสถานประกอบการ จากเดิมที่ลงนามความร่วมมือหรือ MOU กับสถานประกอบการเป็นหมื่นแห่งแล้วทิ้งร้าง ให้ปรับมาทำความร่วมมือน้อยลง แต่เป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นและรับเข้าทำงานจริง เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับประสบการณ์และทักษะวิชาชีพที่ตรงกับการทำงานจริง เรียนจบแล้วมีงานทำ100%”
⦁รัฐมนตรีว่าการศธ.มอบนโยบายอะไรเป็นพิเศษหรือไม่?
“นโยบายหลักคือ เรียนแล้วต้องมีงานทำ อาชีวะจึงต้องเปิดสาขาวิชาให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน สาขาใดไม่จำเป็นก็จะทยอยปิด และเปิดสาขาใหม่ที่ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้หากสอศ. ไม่สามารถเปิดสอนสาขาที่ตรงกับความต้องการของประเทศได้ ก็ต้องถือว่าล้มเหลว ตรงนี้คือนโยบายของรัฐมนตรีว่าการศธ. ที่จะดำเนินการต่อเนื่อง ภายใต้หลักการคุณภาพการศึกษา
โดยทิศทางสาขาวิชาที่ตอบโจทย์ยุคใหม่และน่าเรียน อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์/เซอร์กิต ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังมาแรง เปลี่ยนโครงสร้างความรู้จากช่างยนต์เดิมมาเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ระบบรางและการบิน มีการพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง อีกหลักสูตรที่สำคัญคือ การบริบาลและการดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในสังคมสูงวัย โดยปัจจุบันยังถือเป็นสาขาขาดแคลนที่มีรายได้ดี และหางานง่าย การดูแลผู้สูงอายุอาจจะเน้นการเรียนแบบ โมดูล (Module) จบแล้วนำทักษะไปประกอบอาชีพได้ทันที โดยไม่ยึดติดว่าจะต้องได้วุฒิการศึกษาเท่านั้น”
⦁การเชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น เช่น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)?
“สอศ.กับสกร.มีกลุ่มเป้าหมายมีความใกล้เคียงกัน โดย สกร. อาจเน้นการฝึกอบรมพื้นฐานระยะสั้น (เช่น การทำอาหาร/ขนมเบื้องต้น) หากต้องการต่อยอดทักษะขั้นสูง (Advance/Turn Pro) ก็สามารถส่งต่อมาเรียนรู้เพิ่มเติมที่อาชีวะได้”
⦁อะไรคือจุดอ่อนหรือสิ่งที่ต้องปรับปรุงมากที่สุดของอาชีวะ?
“ส่วนตัวไม่อยากให้เรียกว่าจุดอ่อน แต่สิ่งที่อาชีวะยังขาดคือ “การประชาสัมพันธ์และการสร้างการรับรู้” อาชีวะมีเรื่องดีๆ มากมาย แต่สังคมรับรู้น้อย ทำร้อยเรื่อง สังคมรู้แค่สิบเรื่อง จึงมีแนวทางปรับปรุง ทั้งการสื่อสารภายใน เตรียมจัดรายการถ่ายทอดสดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยให้ผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ ผลัดเปลี่ยนมาพูดคุย ชี้แจงนโยบาย และตอบคำถามกับครู/วิทยาลัย เพื่อให้เป็นการสื่อสารสองทาง ขณะเดียวกันจะเพิ่มการสื่อสารภายนอก มุ่งเน้นการใช้สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดีย เช่น YouTube (ช่อง R Channel) เพื่อเผยแพร่ภาพลักษณ์อาชีวะสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง”
⦁การพัฒนาสถาบันการอาชีวศึกษา ระดับปริญญาตรี?
“ตอนนี้สถาบันการอาชีวศึกษา ที่เปิดสอนในระดับปริญญาตรี ยังมีการขับเคลื่อนการทำงานอยู่ แต่ต้องมีการปรับหลักสูตรให้ทันสมัย เดิมจะการปรับหลักสูตรทุกๆ 5 ปี จากนี้จะมีนโยบายให้ทบทวนหลักสูตรปีต่อปี โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและไอที ลดสัดส่วนเนื้อหาวิชาการลง และเน้นเพิ่มทักษะอาชีพที่ตรงตามความต้องการของประเทศ”
⦁เวลาอีก 3 ปีที่เหลือก่อนเกษียณอายุราชการ ตั้งเป้าจะฝากผลงานอะไรไว้บ้าง?
“ผมมีเป้าหมายสำคัญหลายประการ อย่างแรก ตั้งใจปรับโครงสร้างองค์กรให้ทันสมัย ตั้งศูนย์ความร่วมมือกับต่างประเทศอย่างเป็นทางการ และผลักดันการทำงานร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (กรอ.อศ.) ยกระดับการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ จัดการศึกษาเพื่อสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้คนพิการพึ่งพาตนเองได้ ไม่เป็นภาระสังคม สร้างวัฒนธรรมการสื่อสาร ผลักดันให้คนอาชีวะทำงานแล้วต้องสื่อสารองค์กรเป็น ยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเท่าเทียม (ทั้งรัฐและเอกชน) จัดให้มี “ข้อสอบกลางวัดสมรรถนะ” ก่อนสำเร็จการศึกษาทั้งระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) ให้สถานประกอบการเป็นผู้ประเมิน/ออกข้อสอบ เพื่อวัดว่าผู้เรียนผ่านมาตรฐานตามความต้องการของตลาดแรงงานจริงหรือไม่ โดยสถานประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการวางแผนหลักสูตร สถานประกอบการจะต้องมีการจัดทำตัวชี้วัดหรือKPI ทุกๆ 3-6 เดือน ทั้งหมดนี้ เป็นการทำงานยุคใหม่ของสอศ.”
⦁ยึดหลักหรือแนวคิดในการทำงานอย่างไร?
“ตลอดการทำงานกว่า 30 ปี ที่ผ่านมา ผมยึดหลักสำคัญในการทำงานคือ ทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว พร้อมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นเสมอ รับฟังก่อนโดยไม่รีบโต้แย้ง เพื่อนำไอเดียมาประยุกต์ใช้ รวมถึงให้เกียรติซึ่งกันและกัน มีสัมมาคารวะและถนอมน้ำใจคนทำงาน และกล้าคิด กล้าทำ กล้าเปลี่ยน ริเริ่มนโยบายใหม่ ทดลองทำ ประเมินผลทุก 3-6 เดือน หากไม่สำเร็จก็พร้อมปรับเปลี่ยน เพราะการทำวิธีเดิมจะได้ผลลัพธ์แบบเดิมเสมอ”
⦁อยากฝากอะไรถึงนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครอง?
“อยากสร้างความมั่นใจว่า เรียนอาชีวะมีงานทำ 100% เด็กอาชีวะไม่มีวันตกงาน จบแล้วหางานทำได้แน่นอน หรือระหว่างเรียนก็สามารถสร้างงานมีรายได้ เลี้ยงตัวเองและครอบครัว การเรียนสายอาชีพจึงเป็นทางเลือกที่มั่นคงมาก โดยเฉพาะครอบครัวที่มีข้อจำกัดทางการเงิน การเรียนอาชีวะจะช่วยให้มีอาชีพ มีรายได้ และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน”



