ตัวแทนน.ร. ชี้ โรงเรียนเผชิญพายุลูกใหม่ ‘พนันออนไลน์-บุหรี่ไฟฟ้า’ หวังพ.ร.บ.การศึกษาฯ ช่วยลดเหลื่อมล้ำ

28.10.26 | 15:01 น.

ตัวแทนน.ร. ชี้ โรงเรียนเผชิญพายุลูกใหม่ ‘พนันออนไลน์-บุหรี่ไฟฟ้า’ หวังพ.ร.บ.การศึกษาฯ ช่วยลดเหลื่อมล้ำ เผย ปัญหาการศึกษาไม่ได้อยู่แค่ในหลักสูตร แต่ผูกติดกับความเหลื่อมล้ำทางฐานะ หนุนตั้งบอร์ดการศึกษาแห่งชาติ

 

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ (รางน้ำ) กรุงเทพฯ มติชน จัดงาน Matichon Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ “Thailand Education Next for All : พลิกโฉมอนาคตการศึกษาไทย” เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางพัฒนาการศึกษาไทย โดยมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวปาฐกถาพิเศษ พร้อมด้วยนักวิชาการ ครู ผู้แทนภาคการเมือง และบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการลดความเหลื่อมล้ำและการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย


โดยในตอนหนึ่ง เวลา 10.35-11.10 น. เวทีเสวนาหัวข้อ “จากกฎหมายสู่ห้องเรียน ยกระดับการเรียนรู้” โดยมี ผศ.ดร.อดิสร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายร่มเกล้า ช้างน้อย (ครูกั๊ก) ผู้ร่วมก่อตั้งเพจครูขอสอนและครูโรงเรียนเทพศาลาประชาสรรค์ จ.นครสวรรค์ และนายณพงศธร ทรงสวัสดิ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการนักเรียน โรงเรียนดรุณสิกขาลัย ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ดำเนินรายการโดยนางสาวอลิซาเบธ แซ๊ดเลอร์ ลีนานุไชย เพื่อสะท้อนมุมมองต่อการนำกฎหมายและนโยบายทางการศึกษาไปสู่การปฏิบัติจริงในห้องเรียน และแนวทางยกระดับการเรียนรู้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ความเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิของนักเรียน บทบาทของกฎหมายการศึกษาฉบับใหม่ การลดภาระงานครู ไปจนถึงแนวทางออกแบบระบบการศึกษาในอีก 10 ปีข้างหน้า

นายณพงศธร กล่าวว่า ในมุมของนักเรียน การเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพในโรงเรียนมีพัฒนาการที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะกระแสเรียกร้องเสรีภาพด้านการแต่งกายและทรงผมเมื่อปี 2020 ซึ่งผ่านมาแล้ว 6 ปี ปัจจุบันนักเรียนมีอิสระในการเลือกทรงผมและแต่งกายตามเพศสภาพมากขึ้น สะท้อนถึงการเปิดกว้างและการยอมรับความหลากหลายที่เพิ่มขึ้น

Advertisement

อย่างไรก็ตาม แม้ความท้าทายเดิมเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของนักเรียนจะคลี่คลายลง แต่โรงเรียนกำลังเผชิญความท้าทายใหม่จากเทคโนโลยีและการเข้าถึงสื่อผ่านสมาร์ตโฟน ซึ่งทำให้นักเรียนเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมได้ง่ายขึ้น รวมถึงเว็บไซต์พนันและบุหรี่ไฟฟ้าที่เริ่มเข้ามาอยู่ในรั้วโรงเรียน

“พายุลูกเดิมตรงนี้มันสงบลงแล้ว แต่พายุลูกใหม่ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนของเราก็มีความท้าทายใหม่จากการเข้ามาของเทคโนโลยี” นายณพงศธรกล่าว พร้อมระบุว่าประเด็นดังกล่าวเป็นสัญญาณใหม่ที่น่ากังวล และเป็นโจทย์ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันหาทางรับมือ

เมื่อถามว่ากฎหมายฉบับใหม่จะช่วยเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ในห้องเรียนอย่างไร และมีข้อเสนอแนะอะไรถึงผู้เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง นายณพงศธร กล่าวว่า แม้ปัจจุบันไม่ได้ศึกษาอยู่ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และอาจไม่คุ้นเคยกับระบบราชการมากนัก แต่สามารถสะท้อนภาพรวมของความเคลื่อนไหวด้านการศึกษาไทยได้ โดยมองว่าปัญหาการศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภายในโรงเรียน และปัญหาภายในโรงเรียนก็ไม่ได้มีเพียงเรื่องการเรียนการสอน แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลต่อโอกาสของเด็กแต่ละกลุ่ม

นายณพงศธรกล่าวต่อว่า แนวคิดการจัดตั้งบอร์ดการศึกษาแห่งชาติที่มีผู้เกี่ยวข้องจากหลายภาคส่วน รวมถึงผู้ที่มาจากตลาดแรงงานและกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในประเด็นสุขภาพจิต สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาการศึกษาจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือที่หลากหลาย ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาหลักสูตร

ร่างกฎหมายฉบับใหม่อาจเป็นช่องทางในการขยายโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้เด็กที่มีข้อจำกัดด้านฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจเข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้ได้มากขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้นักเรียนสำรวจความชอบและความถนัดผ่านประสบการณ์จริง รวมถึงการทำโครงงานที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง โดยไม่มองว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นการเสียเวลา เพราะเป็นการเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่ง

“ปัญหาในโรงเรียนเองมันไม่ใช่แค่เรื่องของหลักสูตร แต่มันยังมีเรื่องของความเหลื่อมล้ำ ในเรื่องฐานะทางสังคม เศรษฐกิจ ที่เราจะทำอย่างไรให้เด็กกลุ่มนี้สามารถที่จะมีโอกาสเท่ากับเด็กคนอื่นๆได้ ผมว่าพ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ กำลังจะเปิดประตูบานนั้นให้ความเท่าเทียมและโอกาสมันมามากขึ้น” นายณพงศธร กล่าว

นายณพงศธรยกตัวอย่างการตั้งคำถามว่า “น้ำมาจากไหน” ซึ่งคำตอบแรกอาจเป็นเพียงน้ำมาจากก๊อก แต่ครูที่ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ หรือ Facilitator ควรตั้งคำถามต่อยอดให้นักเรียนค้นหาคำตอบต่อไปว่า น้ำในก๊อกมาจากไหน และมีต้นทางอย่างไร กระบวนการดังกล่าวจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจระบบต่าง ๆ รอบตัว และพัฒนาตนเองเป็นผู้เรียนเชิงรุก หรือ Active Learner

เมื่อถามว่าหากอีก 10 ปีข้างหน้า จะออกแบบระบบการศึกษาไทยอย่างไร ทั้งห้องเรียน การเรียนรู้ และหลักสูตรนายณพงศธร กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่อยากเห็นในอีก 10 ปีข้างหน้า คือการเห็นเวที Matichon Forum 2026 “Thailand Education Next for All : พลิกโฉมอนาคตการศึกษาไทย” จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 โดยมองว่าการศึกษาเป็นประเด็นสำคัญที่ควรได้รับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและพัฒนาอยู่เสมอ ซึ่งก่อนหน้านี้จะมีเวทีฟอรั่มที่เกี่ยวกับประเด็นการศึกษาค่อนข้างน้อย

สำหรับการออกแบบห้องเรียน นายณพงศธรระบุว่าการสร้างผู้เรียนเชิงรุกต้องเริ่มจากการปรับหลักสูตรให้เอื้อต่อการเรียนรู้ ปัจจุบันหลักสูตรที่ใช้อยู่เป็นหลักสูตรปี 2551 ซึ่งมีการปรับปรุงในปี 2560 จึงควรมีการพัฒนาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกที่หมุนเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“โลกตอนนี้หมุนเร็วมาก เผลอๆ พ.ร.บ. ที่เราคุยกันอยู่ตอนนี้ออกมาแล้วมันอาจจะไม่ทันโลกแล้วก็ได้ เพราะฉะนั้น หลักสูตรที่ดีคือผมอยากให้เป็นหลักสูตรที่เปรียบเสมือนวัตถุดิบให้นักเรียนนำไปปรุงต่อเอง หมายความว่าหลักสูตรมีข้อมูลมาให้ชุดหนึ่ง เด็กจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ แต่สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นคือการไปค้นคว้าต่อ มันจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้อีกแบบหนึ่งมันจะทำให้ผู้เรียนแอ็กทิฟมากขึ้น

หรือแม้แต่วิชาที่เราถกเถียงแทบตายอย่างประวัติศาสตร์ เราไม่อยากให้มีแค่ข้อมูลอย่างเดียว อยากให้มันเห็นพื้นที่ทางความคิด ให้มันเกิดการดิสคัสนอกห้องเรียน ผมอยากเห็นบรรยากาศการเรียนรู้แบบนี้เกิดขึ้นในสังคมไทยมากๆ” นายณพงศธร กล่าว

นอกเหนือจากหลักสูตรแล้ว นายณพงศธรยังกล่าวถึงความเหลื่อมล้ำด้านสิ่งอำนวยความสะดวก โดยเปรียบเทียบโรงเรียนนานาชาติที่มีทรัพยากรพร้อม กับโรงเรียนรัฐบาลบางแห่งที่ยังขาดครูและมีนักเรียนไม่ครบทุกระดับชั้น พร้อมตั้งคำถามว่า ในอนาคตภาคเอกชนจะสามารถแบ่งปันทรัพยากร สิ่งอำนวยความสะดวก และข้อมูลกับโรงเรียนที่ขาดแคลนได้มากขึ้นหรือไม่ เพื่อให้เกิดการบูรณาการการเรียนรู้ระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ

นายณพงศธรกล่าวทิ้งท้ายว่า การศึกษาไม่ควรเป็นภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ควรเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของสังคม ตามแนวคิด “Education for All”