ภาวิช ชงร่าง กม.ศึกษาฯ ภาค ปชช.ให้ พท. ประกบพ.ร.บ.ฉบับศธ.หลังพบเนื้อหายังไม่ใช่

31.10.26 | 15:26 น.

ภาวิช ชงร่างกม.ศึกษาฯ ภาค ปชช.ให้ พท.  ประกบ พ.ร.บ.หลักของพรรคการเมือง หลังพบเนื้อหายังไม่ใช่

‘ภาวิช’ รุกชงร่าง กม.ศึกษาฯ ภาคประชาชนให้ ‘พท.’ ใช้ประกบร่าง พ.ร.บ.ฉบับศธ. หลังพบเนื้อหายังไม่ใช่-ไม่ถูกทาง ด้านนักวิชาการไทยร่วมเสนอทางออก จี้ผ่าทางตันการศึกษาไทย ก่อนทำคนไทยโง่-ปท.ไปไม่รอด


ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ หัวหน้าศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อการปฏิรูปการศึกษาไทย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวในการเปิดงานอาศรมวิชาการด้านการศึกษาไทย ครั้งที่ 1 “อนาคตการศึกษาไทย จะไปทางไหน” ที่อาคารนวัตกรรม ศ.ดร.สาโรช บัวศรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ผ่านมา ว่า กำลังจะเสนอ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ฉบับใหม่ เพราะเห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่กำลังเสนอฝ่านนิติบัญญัติ ยังไม่ค่อยถูกทาง เพื่อให้เสนอประกบไปกับร่างศธ. รวมทั้ง ได้เดินสายพบปะพรรคการเมืองหลายพรรรค เพื่อให้สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ที่มาจากภาคประชาชน

“ได้นำร่าง พ.ร.บ.ที่รวบรวมความคิดเห็นจากนักวิชาการ เสนอพรรคเพื่อไทย (พท.) แล้ว เพราะมองว่าร่างกฎหมายของศธ.ยังไม่ใช่ ซึ่งศธ.มอบหมาย ให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษายกร่างใหม่ โดยเสนอให้จัดการศึกษารูปแบบ STEM EDUCATION ซึ่งหลักการถูกต้อง แต่แนวทางหลายๆ อย่างน่าจะผิด จึงต้องเสนอว่ารูปแบบที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เพราะสภาการศึกษาฯ ได้นำ พ.ร.บ.การศึกษาฯ พ.ศ.2542 มาแก้ไขปรับปรุงเท่านั้น ขณะนี้นักวิชาการมองว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ควรแยกการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานออกมา เหมือนที่ขณะนี้ได้แยกกฎหมายปฐมวัย กฎหมายอาชีวศึกษา และกฎหมายอุดมศึกษาออกมาจากกฎหมายแม่แล้ว ส่วนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ ควรเป็นกฎหมายแม่ด้านการศึกษาจริงๆ ส่วนสภาการศึกษาก็ควรเปลี่ยนสภาพ แยกออกจาก ศธ.” ศ.ดร.ภาวิช กล่าว

ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวหัวข้อ “การศึกษาไทยกับอนาคตประเทศ : ถึงเวลาทบทวนทั้งระบบ” ว่า ต้องวิเคราะห์ถึงแก่นแท้จริงๆ จึงจะแก้ปัญหาได้ วันนี้การศึกษาไทยมีปัญหาทุกหัวระแหง และลึกซึ้ง ปัญหาหลัก และปัญหาใหญ่มี 4 เรื่อง คือ คุณภาพต่ำ เหลื่อมล้ำสูง ความสามารถในการแข่งขันไม่ดี และประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่ำ โดยมีนักเรียนที่ได้มาตรฐานเพียง 2% ส่วนโรงเรียน 90% ต่ำกว่ามาตรฐานโลก ยิ่งโรงเรียนห่างไกลยิ่งคุณภาพต่ำ ขณะที่เด็กในพื้นที่ห่างไกลสมองดีแต่มีโอกาสต่ำ จึงฉุดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

Advertisement

“ความจริงคือปัญหาการศึกษาไทยซ้อนอยู่หลายด้าน จึงต้องมีวิสัยทัศน์ ที่ผ่านมาตาบอด มองไม่เห็นปัญหา หรือเห็นแต่ไม่แก้ เพราะบอดที่ใจ ไม่มีวิสัยทัศน์, สายตาสั้น ระดับมหาวิทยาลัยต้องเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย และนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ แต่มหาวิทยาลัยกลับทำงานวิจัยตื้นเขิน ละเลยความรู้พื้นฐาน ที่ร้ายที่สุดคือการศึกษาไทยละเลยวัฒนธรรม คุณธรรม จริยธรรม สายตาแคบ เห็น และแก้ปัญหาแคบๆ ลืมมองภาพกว้าง

ปัญหาหลักคือคุณภาพมาตรฐาน โดยไทยใช้มาตรฐานเดียวทั้งประเทศ ทั้งที่ต้องหลากหลาย ทำให้ 30-40 ปีที่ผ่านมา มีการรวบอำนาจบริหาร และทรัพยากรไว้ที่ส่วนกลาง มีผู้อำนวยการโรงเรียนในภาคใต้เล่าว่า แต่ละปีมีคำสั่งจาก ศธ.และกระทรวงอื่นๆ ให้โรงเรียนปฏิบัติถึง 80 เรื่อง และต้องรายงาน เพราะมีผลกระทบกับการจัดสรรทรัพยากร จึงต้องแก้ที่วิสัยทัศน์ ต้องให้อิสระโรงเรียนปฏิบัติ ถึงจะทำได้ดี” ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส กล่าว

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวหัวข้อ “เปลี่ยนการเรียนรู้ เปลี่ยนอนาคต : ห้องเรียน ครู และผู้เรียนที่ประเทศไทยต้องการ” ว่า ต้องเริ่มที่เป้าหมายของการศึกษาก่อน ต้องพัฒนาศักยภาพให้มากเท่าที่จะมากได้ เพราะปัจจุบันการศึกษาของโลกพัฒนาได้ 30% แล้วไทยพัฒนาได้เท่าไหร่ ต้องพัฒนาศักยภาพความเป็นมนุษย์ มีทักษะประยุกต์ใช้ มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีคุณธรรมจริยธรรม รู้การวางรากฐานให้เด็กเป็น Lifelong Learning มีการเรียนรู้ที่ลึก มีเป้าหมายชีวิต

ขณะที่กระบวนทัศน์ด้านการศึกษาต้องเปลี่ยนอย่างรุนแรง ต้องเรียนรู้หลากหลาย คุณค่ามนุษย์ไม่ใช้แค่ความรู้ความฉลาด แต่เป็นการตั้งคำถาม การเรียนรู้ที่แท้จริงคือ การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (Transformative) ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลา

ส่วนห้องเรียนคือระบบนิเวศรอบตัวเด็ก รวมทั้ง ระบบออนไลน์ ดิจิทัล AI ฯลฯ ซึ่งจะหนุนให้เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเอง การสะท้อนคิดสู่หลักการ ที่ได้จากประสบการณ์จริง ซึ่งสำคัญที่สุดของ Lifelong Learning โดยมีห้องเรียนเพื่อฝึกสมรรถนะด้านสังคม และอารมณ์ ทั้งนี้ การศึกษาในยุคนี้ไม่ใช่เพื่อตัวเองอย่างเดียว แต่ต้องเพื่อสังคม และโลกด้วย ขณะที่ครู ต้องออกแบบ และอำนวยให้เด็ก ครูต้องสังเกตความแตกต่างของลูกศิษย์แต่ละคน และสนับสนุน ครูต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต เรียนรู้พร้อมกับเด็ก โดยมีโรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้

“ผู้เรียนสำคัญที่สุด ต้องวางพื้นฐานให้เด็กตามวัย ตั้งคำถาม มั่นใจ เคารพความต่าง เรียนเป็นทีม สร้างอัตลักษณ์ความเป็นมนุษย์ที่มีคุณธรรม และจิตใจสูง โดยหัวใจของการเรียนในยุคนี้ คือเรียนจากประสบการณ์ และไปให้ถึงคิดเป็น คือสะท้อนคิดสู่หลักการ ไปสู่พลเมืองที่มีคุณภาพ ดังนั้น ต้องเปลี่ยนระบบ ถ้าอยู่แบบนี้คนไทยจะโง่ เห็นแก่ตัว และประเทศจะไปไม่รอด จึงต้องเปลี่ยนโครงสร้าง และวัฒนธรรม” ศ.นพ.วิจารณ์ กล่าว

ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ผู้ร่วมก่อตั้งโรงเรียนกำเนิดวิทย์ และสถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวหัวข้อ “คนไทยสำหรับเศรษฐกิจใหม่ : การศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และโลกการทำงาน” ว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ และอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง ขณะจีดีพีของประเทศต่างๆ ขยับไปข้างหน้า ตอนนี้มาเลเซียแซงหน้าไทยไปแล้ว ส่วนเวียดนามกำลังจะแซงไทย แต่ไทยอยู่ระดับกลางๆ มา 10 ปี เพราะอะไร ซึ่งต้องดูปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะรายได้ ทั้งนี้ หน่วยงานราชการต้องมีวิสัยทัศน์

“ขณะนี้มหาวิทยาลัยไทยไม่ได้ทำวิจัย แต่พยายามทำวิจัย ส่วนภาคเอกชนไม่ได้มุ่งลงทุนสร้างนวัตกรรม หรือเทคโนโลยี แต่สร้างแต่ห้างสรรพสินค้า มหาวิทยาลัยไทยมีหลายประเภท แต่ไม่มีมหาวิทยาลัยวิจัย แม้จะบอกว่าไทยมีมหาวิทยาลัยวิจัย 10 แห่ง แต่ส่วนใหญ่สอนปริญญาตรี เงินที่ใช้วิจัยไม่ถึง 1% ของจีดีพี และยังเป็นเงินของภาคเอกชนมากกว่าที่รัฐจัดสรรให้ โดยมีตัวเลขงบวิจัยไม่ถึง 2 หมื่นล้านบาทต่อปี

ขณะที่ไปดูงบทำถนนของกระทรวงคมนาคม มีมากถึง 2 แสนล้านบาททุกปี จะเห็นว่าไทยนิยมสร้างถนนมากกว่า ทั้งที่การพัฒนากำลังคนสำคัญที่สุด โดยการศึกษาต้องสร้างคน สร้างชาติ จึงต้องมีคุณภาพ มีความรู้ มีทักษะ มีสมรรถนะที่จะอยู่ร่วมกัน ถ้าการศึกษาไทยไม่เปลี่ยนแปลง จะได้รับผลกระทบจาก AI ซึ่งเดิมความรู้อยู่ในหนังสือ แต่ปัจจุบันอยู่ในคลาวน์ (Cloud) ดังนั้น เป้าหมายการศึกษาในอนาคตจึงต้องสร้าง Polymath คือต้องมีการเรียนรู้ที่หลากหลาย” ดร.ไพรินทร์ กล่าว

ดร.วีระชัย เตชะวิจิตร์ ผู้ก่อตั้ง เจ้าของ และประธานกรรมการ กลุ่มโรงเรียนและวิทยาลัยนานาชาติรีเจ้นท์ ประเทศไทย กล่าวหัวข้อ “โรงเรียนคุณภาพเกิดขึ้นได้อย่างไร : บทเรียนจากการจัดการศึกษานานาชาติสู่บริบทไทย” ว่า จากประสบการณ์ทำโรงเรียนนานาชาติมา 30 ปี พบว่าเด็กจะไม่มาเรียนด้วยเหตุผล 2 อย่าง คือ ถูกรังแก และเรียนไม่รู้เรื่อง จึงต้องวางกฎเพื่อไม่ให้เกิดการบูลลี่ จัดกิจกรรม และหลักสูตร เพื่อให้เด็กช่วยเหลือเพื่อน รักเพื่อน ช่วยคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ฟังคนอื่น เป็นผู้นำที่ดี และประพฤติตัวเป็นผู้นำ จึงเป็นความท้าทายที่โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นโรงเรียนนานาชาติ ใช้หลักสูตรสากล และสอนโดยคนไทยอย่างไร ซึ่งครูคือสิ่งสำคัญที่สุด เพราะไม่ใช่แค่ให้ความรู้ แต่ต้องเป็นแม่แบบให้กับเด็ก แต่ปัญหาที่พบขณะนี้คือครูเป็นคนแรกที่บูลลี่นักเรียน

“ที่ผู้ปกครองเลือกให้ลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ เพราะมองว่าอนาคตการแข่งขันสูงมาก จึงต้องการให้ลูกเป็นพลเมืองโลกได้ และอยากได้ภาษาอังกฤษ แล้ว สพฐ.ทำได้หรือไม่ พิมพ์เขียวในการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร สพฐ.เองต้องรักษารากเหง้า เพราะมีเด็กจำนวนมาก มีความหลากหลาย และเหลื่อมล้ำ แต่ต้องเติมปีก ทั้งเรื่องภาษา และอื่นๆ ที่จำเป็น โดยคุณสมบัติของครูที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต้องมี 5 ด้าน คือ ภาษา การสอน พลเมืองโลก กรอบความคิด และคุณวุฒิ” ดร.วีระชัย กล่าว