นายอดิศร เนาวนนท์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)นครราชสีมา เปิดเผยถึงโครงการคูปองพัฒนาครูของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่จัดสรรเงินให้คนละ 10,000 บาท/ปีเพื่อเลือกช็อปหลักสูตรอบรมตามที่ครูต้องการโดยจะเชื่อมโยงกับกาขอมีและเลื่อนวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์ใหม่นั้นว่า โดยหลักการเป็นแนวคิดที่ดีที่ให้ครูมีโอกาสเลือกในการเข้ารับการอบรมตามความต้องการของครูเอง สิ่งที่เป็นปัญหาคือความเร่งรีบในการดำเนินโครงการมากเกินไปทำให้เกิดปัญหาตามมามาก ตั้งแต่กระบวนการรับรองหลักสูตรโดยการจัดตั้งสถาบันคุรุพัฒนา ซึ่งถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่ามีสถานะ โครงสร้าง องค์ประกอบ รวมทั้งมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอนุมัติหลักสูตรอย่างไร
นายอดิศร กล่าวต่อว่า จากการสุ่มตรวจสอบดูหลายหลักสูตรพบว่าไม่มีกระบวนการติดตามผลการอบรมลงไปที่สถานศึกษาซึ่งเป็นหลักการสำคัญของโครงการคูปองครูซึ่งดำเนินการมาแล้วตั้งแต่ปี 2558 บางหลักสูตรพบว่ามีชื่อบุคคลเพียงคนเดียวเป็นผู้รับผิดชอบ สะท้อนให้เห็นว่าการพิจารณาอนุมัติหลักสูตรดำเนินการอย่างเร่งรีบ ทำให้ไม่มีความมั่นใจคุณภาพของหลักสูตร และปัญหาเกิดขึ้นมากที่สุดคือปัญหาระบบการลงทะเบียนของครู พบว่าหลายหลักสูตรถูกล็อกระบบ ทำให้ครูไม่สามารถเลือกอบรมในจังหวัดตนเองหรือพื้นที่ใกล้เคียงได้ ส่วนการนำระบบฝึกอบรมมาบูรณาการกับการเลื่อนวิทยฐานะของครูจะส่งผลต่อพัฒนาการเด็กหรือไม่ ตนยังไม่แน่ใจเพราะมีปัจจัยอื่นๆ เกี่ยวข้องอีกหลายอย่าง แต่ก็นับเป็นเรื่องดีที่มีการปรับเปลี่ยนเพราะระบบการประเมินวิทยฐานะแบบเดิมมีปัญหามาก
“สิ่งที่อยากฝากไปยังกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)เกี่ยวกับโครงการนี้ นอกจากการปรับปรุงปัญหาที่ตนได้กล่าวไปแล้วคือ อยากให้มีการสอบถามความต้องการในการฝึกอบรมของครูและผู้บริหารสถานศึกษาในแต่ละพื้นที่เพื่อนำมากำหนดเป็นประเด็นให้หน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ นำไปพัฒนาหลักสูตรเพื่อเสนอต่อสถาบันคุรุพัฒนา เพื่อจะได้หลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของครูหรือสถานศึกษาในแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง และหลักสูตรฝึกอบรมควรมีเงื่อนไขเป็นหลักสูตรแบบ on the job training หรืออบรมในช่วงปิดภาคเรียน เพราะการจัดอบรมในวันเสาร์ อาทิตย์ แม้จะไม่มีผลต่อการจัดการเรียนการสอนโดยตรงแต่มีผลกระทบหลายอย่างต่อครูและส่งผลต่อเนื่องไปยังนักเรียนอยู่ดี” นายอดิศรกล่าว

