เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการอิสระฯ ว่า ที่ประชุมได้เชิญนายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการอิสระฯ ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ หรือประชารัฐ มาให้ความคิดเห็นข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการโครงการโรงเรียนประชารัฐในการดำเนินการช่วง 1 ปีที่ผ่านมาว่า ซึ่ง พบว่ามีบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ของประเทศ ได้มาร่วมโครงการโดยนำบุคลากรที่เป็นผู้นำรุ่นใหม่ มาช่วยถ่ายทอดประสบการณ์การบริหารจัดการ เพื่อนำปรับใช้ในการบริหารและพัฒนาโรงเรียน ถือเป็นการทดลองระบบครั้งใหญ่ของประเทศ ที่จะนำไปเป็นรูปแบบในการปฏิรูปการศึกษาในอนาคต โดยการสร้างความมีส่วนร่วม ทั้งผู้ปกครอง ชุมชน และภาคธุรกิจในพื้นที่ ทั้งนี้การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาในรูปแบบดังกล่าว รัฐจะไม่ได้เป็นผู้ให้แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ภาคสังคมต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่
“การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ จะเป็นการสร้างระบบการทีส่วนร่วม ซึ่งจะต้องเปลี่ยนแนวคิด ที่ว่ารัฐต้องเป็นผู้ให้ฝ่ายเดียว แน่นอนว่า รัฐต้องสนับสนุนคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ส่วนที่คนที่มีกำลังหรือมีฐานะ จะต้องเข้ามาช่วยเหลือรัฐในการจัดการศึกษามากขึ้น ความเสมอภาคไม่ใช่ความเหมือนกัน เพราะแต่ละคนมีความจำเป็นไม่เท่ากัน”นพ.จรัส และว่า วันที่ 19 กรกฎาคมนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เชิญคณะกรรมการอิสระฯ เข้าพบ ซึ่งทางคณะกรรมการอิสระฯ คงยังไม่มีข้อเสนออะไร ขอฟังนโยบายจากนายกฯ ก่อน
นายศุภชัย กล่าวว่า ภาคเอกชนได้เข้าไปวางโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบอินเตอร์เน็ต ไอซีที จำนวน 40,000 กว่าห้องเรียนใน 3,300 โรงเรียน ที่เข้าร่วมโครงการโรงเรียนประชารัฐ จากการดำเนินการที่ผ่านพบว่า เรื่องสำคัญที่ต้องทำให้เกิดความต่อเนื่องคือ การจัดทำข้อมูลนักเรียน ข้อมูลสถานศึกษา และการมีส่วนร่วมผู้ปกครอง ชุมชน ผู้นำชุมชน
“การขับเคลื่อนให้โรงเรียนประชารัฐประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ต้องทำให้เกิดกลไกการตลาด คือ ให้ทุกคนมองเห็นความสำคัญของการศึกษาของลูกหลาน ทำให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางของการศึกษาอย่างแท้จริง ต้องให้โรงเรียนมีกองทุนและคณะกรรมการบริหารกองทุน ที่มีกรรมการโรงเรียนเป็นตัวกลาง ในการบริหารจัดการอย่างโปร่งใส ทั้งนี้ในการจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น จะต้องใช้มาตรการทางภาษี ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลัง (กค.) อยู่ระหว่างการพิจารณา อัตราลดหย่อนภาษีให้กับภาคเอกชนที่ให้ความช่วยเหลือด้านจัดการศึกษา จากเดิม 10% ของกำไรสุทธิ เป็น 15-17% “นายศุภชัยกล่าว

