เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยถึงโครงการการจัดทำระบบลงทะเบียนและติดตามประเมินผลครูผู้เข้ารับการพัฒนาหรือคูปองพัฒนาครูซึ่งมีกระแสข่าวว่าหน่วยจัดอบรมบางแห่งมีการทอนเงินค่าอบรมจำนวนหนึ่งจากค่าคอร์สเต็มที่ได้รับ 10,000 บาท และเขียนรายละเอียดในโครงการอบรม 4 วัน แต่อบรมจริงเพียง 2 วัน ซึ่งไม่ครบตามที่เขียนในโครงการนั้นว่า ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ลงไปตรวจสอบและพบว่ากระแสข่าวเป็นความจริง โดย สพฐ.ได้รับแจ้งจากทั้งจากครู และผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่ซึ่งช่วยกันรักษาสิทธิและปกป้องครูอย่างเข้มแข็ง ไม่ให้มีการเอาเปรียบครูได้ ทั้งนี้ สพฐ.ได้ตั้งทีมกฎหมายเพื่อสืบสวนข้อเท็จจริง และยังได้ส่งเรื่องนี้ไปให้สถาบันครูพัฒนาสืบสวนตามอำนาจการถอดถอนออกจากรายชื่อหลักสูตรที่ได้รับการรับรองอีกด้วย ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับภาพรวมของโครงการ และผู้จัดคนอื่นที่จัดหลักสูตรอย่างมีคุณภาพ รวมทั้งครูทั่วประเทศที่ตั้งใจพัฒนาตนเองเพื่อพัฒนาผู้เรียน
ด้านนางเกศทิพย์ ศุภวานิช ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพค.) สพฐ. กล่าวว่า กรณีที่มีกระแสข่าวว่ามีการยกเลิกหลักสูตรอบรมที่ครูได้ลงทะเบียนไปแล้วและมีครูขอถอนตัวจำนวนมาก เพราะต้องเดินทางไปอบรมไกลข้ามภูมิภาค และไม่มั่นใจว่าหลักสูตรจะถูกยกเลิกหรือไม่เพราะไม่มีหลักประกันให้นั้น จากสถิติข้อมูลครูที่เข้าโครงการรูปแบบครบวงจร พบว่ายอดรวมยกเลิกทั้งหมดมีจำนวนกว่า 2 แสนคนนั้น จริงๆ คือ ยกเลิก 2 แสนที่นั่ง จากที่ลงทะเบียนจองไว้กว่า 5 แสนที่นั่ง ในครูที่ลงทะเบียน 3 แสนกว่าคน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดกันในการสื่อสาร ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ที่ต้องชี้แจงให้ผู้ที่ห่วงใยการศึกษาเข้าใจ โดยข้อมูลรายละเอียดการยกเลิกที่นั่ง สามารถแยกตามพฤติกรรมของครู ซึ่งจะเห็นว่ายอดยกเลิกหลัง 15 วันของการอบรมมีเพียงแค่ 2.3% ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยมาก ดังนั้น การบอกว่าครูแห่กันยกเลิกจึงไม่จริง ส่วนการยกเลิกเพราะไม่ผ่านการอนุมัติ ก็มีเพียง 3.76% เท่านั้น ขณะที่การยกเลิกส่วนใหญ่ 86.9% หรือ 87% นั้น เกิดขึ้นก่อน 15 วัน โดยมาจากการยกเลิกการสำรองที่นั่งภายหลังที่นั่งเต็ม และยกเลิกระหว่างการรออนุมัติกรณีที่ครูเปลี่ยนใจไปเลือกหลักสูตรอื่น ซึ่งในภาพรวมจากจำนวนครูทั่วประเทศ 378,205 คน ครูที่ได้ลงทะเบียนกับโครงการผ่านระบบสำเร็จ มีจำนวนกว่า 3 แสนคน หรือกว่า 81% ของครูทั้งหมด
นางเกศทิพย์กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าหน่วยจัดอบรมบางแห่งจ่ายเงินทอนครูเพื่อจูงใจให้ครูมาอบรมนั้น เรื่องนี้เป็นข้อร้องเรียนจากครูที่เข้าอบรมกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งโดยครูได้รับเงินคืน 2,000 บาท ครูเห็นว่าไม่ถูกต้อง จึงได้ร้องเรียน สพค.ซึ่งกรณีนี้ต้องชื่นชมครูที่กล้าเปิดเผย นอกจากนี้ สพค.ยังได้รับข้อมูลจากเขตพื้นที่ฯ ด้วยว่าหน่วยจัดอบรมบางหน่วยจะให้เงินรายหัวถ้าเกณฑ์ครูมาเข้าอบรม แต่กรณีนี้เรายังทำอะไรไม่ได้เพราะเป็นแค่การพูดคุยกัน ทั้งนี้ จากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น สพค.จึงได้เสนอเลขาธิการ กพฐ.ให้ตั้งทีมนักกฎหมายเพื่อลงไปตรวจสอบ และหากเป็นจริงก็จะดำเนินการแจ้งความต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีเงินทอนเกิดขึ้นได้อย่างไร นางเกศทิพย์กล่าวว่า ในขั้นตอนการโอนเงินไปยังเขตนั้น ครูจะใช้เงินยืมที่เขตซึ่งแล้วแต่เขตว่าจะบริหารจัดการอย่างไร โดยบางเขต ครูจะใช้เงินส่วนตัวหรือใช้เงินของโรงเรียนไปก่อนแล้วค่อยไปเอาใบเสร็จจากหน่วยจัดอบรมมาเบิกเงินกับเขต โดยขั้นตอนที่ครูจ่ายเงินให้หน่วยจัดอบรม จะเกิดเงินทอนขึ้น อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่าวิธีการนี้ดีกว่าการให้เขตโอนเงินไปที่หน่วยจัดอบรมโดยตรง เพราะถ้าเป็นเงินก้อนโตจำนวนมาก อาจจูงใจให้เกิดพฤติกรรมที่ส่อไปทางไม่โปร่งใส แต่การจ่ายเงินให้ครู เกิดการกระจายเงิน ไม่ใช่เงินก้อนใหญ่ และไม่คุ้มค่า อีกทั้งตนเชื่อมั่นว่ายังมีครูดีๆ อีกมาก ฉะนั้นถ้าเหตุการณ์ไม่โปร่งใสย่อมร้องเรียนกับ สพค.เหมือนเช่นกรณีเงินทอน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ สพค.อยู่ระหว่างการประชุมขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติหรือ สพฐ.สัญจร เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจกับหน่วยปฏิบัติ โดยเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ได้เดินสายไปชี้แจงที่โรงแรมอัมรินทร์ลากูน จ.พิษณุโลก วันที่ 31 กรกฎาคม ที่โรงแรมเอวาน่า บางนา กรุงเทพฯ วันที่ 4 สิงหาคม ที่โรงแรมสุนีย์แกรนด์ จ.อุบลราชธานี วันที่ 7 สิงหาคม ที่โรงแรมบีพี สมีหลา บีช จ.สงขลา วันที่ 10 สิงหาคม ที่โรงแรมโลตัส ปางสวนแก้ว จ.เชียงใหม่ และวันที่ 11 สิงหาคม ที่โรงแรมนภาลัย จ.อุดรธานี ซึ่งเชื่อว่าจะสร้างความเข้าใจในแนวทางการปฏิบัติมากขึ้น

