หน้าแรก ในประเทศ ศาสนา วธ.จัดเสวนากา...

วธ.จัดเสวนาการใช้คำศัพท์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง ร.9 พร้อมจัดพิมพ์หนังสือ 5 พันเล่ม

3.08.17 | 16:47 น.

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ที่ห้องศรีอยุธยา หอวชิราวุธานุสรณ์ พล.อ.ธนศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการเสวนาวิชาการ เรื่อง “การใช้คำศัพท์ที่เกี่ยวเนื่องกับงานพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร” เพื่อเพิ่มพูนและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ จารีตประเพณีตลอดจนความเข้าใจแบบแผนธรรมเนียม และข้อปฏิบัติที่เกี่ยวกับการใช้คำศัพท์อันเกี่ยวเนื่องกับพระราชพิธีพระบรมศพที่ถูกต้อง โดยมีนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร บุคลากร สื่อมวลชนประมาณ 150 คนร่วมรับฟัง ทั้งนี้พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศเดียวในโลกที่ยังรักษาราชประเพณี การจัดพระราชพิธีพระบรมศพ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพราะคนไทยอยู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์มายาวนาน มีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมใจ ซึ่งเมื่อพระองค์สวรรคต เราก็ได้รวมพลังกันจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงควมสามัคคีของคนในประเทศ ซึ่งต่างประเทศแสดงความชื่นชมอย่างมาก ขณะที่การดำเนินกิจกรรมดังกล่าวยึดตามราชประเพณี รักษาอดีต ทำปัจจุบัน ส่งต่ออนาคต ภายใต้การอำนวยความสะดวกและกำกับจากกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ทั้งนี้ สำหรับงานครั้งนี้เพื่อเป็นการเผยแพร่สิ่งที่ถูกต้อง โดยเฉพาะคำราชาศัพท์ที่เกี่ยวกับงานพระบรมศพ ที่สื่อมวลชนจะได้เผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบและซึมซับในสิ่งที่ถูกต้องต่อไป

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า กรมศิลปากรได้จัดทำหนังสือคำศัพท์ที่เกี่ยวเนื่องกับงานพระราชพิธีพระบรมศพเพิ่มอีก 5,000 เล่ม หรือหากสงสัยในคำราชาศัพท์ หรือต้องการทราบเรื่องราวที่ถูกต้อง สามารถติดต่อสอบถามกรมศิลปากรได้ นอกจากนี้ยังมีการทำเป็นอีบุ๊กให้สามารถค้นคว้าดังกล่าวได้อีกด้วย ส่วนความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศ และสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงนั้น ตอนนี้การจัดสร้างมีความคืบหน้าตามเป้าหมาย ยืนยันว่าเสร็จทันภายในเดือนกันยายนแน่นอน และจะมีเวลาให้สามารถตรวจเช็กตามขั้นตอนด้วย ทั้งนี้ ช่วงนี้ตนลงพื้นที่ตรวจการจัดสร้างถี่ขึ้นเป็นสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และรับฟังรายงานความคืบหน้าตลอด ขณะที่วันที่ 8 สิงหาคมนี้ ก็จะลงพื้นที่ตรวจอีกครั้ง

ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองราชเลขาธิการ ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นที่เคารพรักของปวงชนชาวไทย เราภูมิใจที่ได้อยู่ภายใต้ร่มพระบารมี เรามีพระมหากษัตริย์มาแล้ว 700 ปี ดังนั้นการที่เราจะพูดคุย จึงต้องใช้คำราชาศัพท์ ซึ่งเป็นคำสุภาพที่ใช้กับผู้นำ มีการกำหนดกฎเกณฑ์ให้เห็นว่าคนไทยมีวัฒธรรม มีจารีตประเพณีกำกับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นสมมติเทพ และเป็นพระพุทธเจ้าที่ลงมาอยู่กับเรา เมื่อเสด็จสวรรคตจึงมีการสร้างพระเมรุมาศ เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ เพื่อส่งเสด็จขึ้นสู่สรวงสวรรค์ เป็นไปตามโบราณราชประเพณี เป็นการทำด้วยใจ ดังจะเห็นว่า พระเมรุมาศของในหลวง ร.9 จะมีภูมิทัศน์ ที่ประกอบด้วยนาข้าว น้ำ แก้มลิง หญ้าแฝก สื่อให้เห็นว่า พระองค์ท่านทรงติดดิน ทรงอยู่กับเรา มีความพอเพียง พอควร ทรงสอนให้เรายืนได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพารัฐบาลมากนัก การทรงงานของพระองค์สนับสนุนการพัฒนาประเทศของรัฐบาล ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปในถิ่นทุรกันดาร เพื่อดูแลทุกข์สุขของประชาชน

“ในเรื่องที่รัฐบาลดูแลไม่ทั่วถึง เกิดเป็นโครงการพระราชดำริต่างๆ ที่ช่วยพัฒนาประเทศ ทั้งเรื่องถนน อ่างเก็บกักน้ำ การเกษตร ส่งเสริมอาชีพให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น ทำไร่เลื่อนลอย เราจะเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ทรงถือแผนที่และดินสอ ในระหว่างที่เสด็จทรงงานมาโดยตลอด เห็นภาพชัดเจนว่าทรงยืนอยู่ตรงส่วนใดของประเทศ ทรงโปรดที่จะให้ประชาชนได้เล่าถึงปัญหาความเดือดร้อน หากเป็นประชาชน ก็เล่าด้วยคำศัพท์ธรรมดา แต่ถ้าเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องใช้คำที่ถูกต้อง ทั้งนี้ในส่วนของวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เข้าใจว่าประชาชนทุกคนอยากมาร่วมส่งเสด็จที่มณฑลพิธี แต่ด้วยพื้นที่อันจำกัด จึงได้ขอความร่วมมือให้แต่ละจังหวัด รวมถึงสถานทูตไทยในต่างประเทศ ทำช่อไม้จันทน์เป็นตัวแทนของประชาชน มาร่วมส่งเสด็จด้วยใจ ส่วนซุ้มดอกไม้จันทน์ จะมีสามขนาด เล็ก กลาง ใหญ่ โดยขอให้เน้นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่มีขนาดใหญ่ เพื่อให้เห็นเด่นชัด การจัดงานพระราชพิธีครั้งนี้ทุกคนตั้งใจทำดีที่สุด เพื่อถวายพระเกียรติสูงสุด” ท่านผู้หญิงบุตรีกล่าว

Advertisement

นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า พระมหากษัตริย์ เป็นสมมติเทพ เมื่อทรงเสด็จสวรรคตจึงมีการสร้างพระเมรุมาศ ตามโบราณราชประเพณีการก่อสร้างต้องมีความวิจิตร งดงาม จำลองสรวงสวรรค์มาไว้ที่กลางพระนคร ซึ่งการก่อสร้างพระเมรุมาศขนาดใหญ่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น พระเมรุมาศ ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีความสูงถึง 74 เมตร พระเมรุมาศของพระเจ้าปราสาททอง สูงถึง 102 เมตร หรือเทียบได้กับตึก 34 ชั้น สิ่งเหล่านี้เป็นไปตามโบราณราชประเพณีที่ถือปฏิบัติกันมาอย่างยาวนาน และมีหลักฐานปรากฏชัดเจน