ร.ร.ดาราวิทยาลัย เปิดตัว ‘ป๊อปอาร์ต สตูดิโอ’ ห้องเรียนแห่งอนาคต

7.08.17 | 16:41 น.

 

ในขณะที่ทุกภาคส่วนกำลังตื่นตัวกับยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 อันเป็นวิสัยทัศน์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่เปลี่ยนจากเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ภาคการศึกษาเองต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อตอบรับกับนโยบายนี้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาหลักสูตร สื่อการเรียนการสอน รวมถึง อุปกรณ์การศึกษาให้ทันยุคสมัย ซึ่งเป็นสิ่งเร่งด่วน และสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านการศึกษาให้กับเยาวชนไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน

เรื่องนี้ ดร.ชวนพิศ เลี้ยงประไพพันธ์ ผู้จัดการ และผู้อำนวยการโรงเรียนดาราวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาหลักสูต รและสร้างห้องเรียน Pop Arts Studio (ป๊อปอาร์ตสตูดิโอ) ของโรงเรียนดาราวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันแทบปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทักษะการใช้เทคโนโลยีมีความสำคัญอย่างมากสำหรับโอกาสในการทำงาน และการดำเนินชีวิต โรงเรียนดาราวิทยาลัยเล็งเห็นถึงความสำคัญในข้อนี้ จึงได้ร่วมกับบริษัท EOS จำกัด (Education Outsource Service) ผู้ให้บริการออกแบบและจัดการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยี ริเริ่มห้องเรียนแห่งอนาคต Pop Arts Studio (ป๊อปอาร์ตสตูดิโอ) หรือ PAS เป็นที่ซึ่งเด็กๆ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างง่ายดาย โดยโรงเรียนมุ่งพัฒนาทักษะ และประสบการณ์การเรียนรู้ในด้านเทคโนโลยีอย่างเป็นลำดับขั้น มีเป้าหมายเพื่อให้นักเรียนสามารถนำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ต่อยอดในการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยตามยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 เราจึงมุ่งเน้นให้นักเรียนมีทักษะ มีความพร้อม เป็นผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นผู้นำทางความคิด กล้าคิด กล้าแตกต่าง กล้านำเสนอ และมีความรับผิดชอบ ซึ่งจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนสังคมต่อไปในอนาคต

Advertisement

โดยห้องเรียน PAS แบ่งหลักสูตรการเรียนรู้ออกเป็น 2 ระดับ คือ ชั้น ป.4-6 จะได้เรียนรู้เทคโนโลยีที่สามารถสร้างสรรค์ชิ้นงานได้ตามจินตนาการ และความต้องการของนักเรียนอย่างเหมาะสม ด้วยอุปกรณ์ Macbook Air และ iPad ส่วนชั้น ม.1-3 จะใช้อุปกรณ์ iMac และ Digital Camera ในการฝึกฝนเรียนรู้ และเพิ่มทักษะการใช้เทคโนโลยีในขั้นที่สูงขึ้น

ด.ช.บัสซัม อัลฉับบาน หรือน้องบัสซัม อายุ 10 ปี นักเรียนชั้น ป.5 กล่าวว่า “ในห้องเรียน PAS จะมีเครื่องมือที่ทันสมัยหลากหลายอย่าง ปกติแล้วที่บ้านผมจะใช้คอมพิวเตอร์ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ แต่ที่โรงเรียนจะเพิ่มแมคโอเอส หรือระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์แมคอินทอชเข้ามาด้วย ทำให้เราสามารถใช้ได้ทั้ง 2 แบบ รู้ถึงข้อดี ข้อเสีย รวมถึง ข้อจำกัดต่างๆ ผมอยากจะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ให้มากขึ้น เพราะในอนาคตผมอยากจะเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ครับ”

ด.ญ.กานต์ศุภางค์ แก้วแดง หรือน้องพีซ อายุ 12 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กล่าวว่า “โครงการนี้ช่วยเปิดโลกการเรียนรู้ของหนู โดยคุณครูจะคอยปลูกฝังให้นักเรียนกล้าคิดอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง และส่วนรวม ซึ่งหนูสามารถใช้โปรแกรม iMovie ตัดต่อคลิปวีดีโอแบบง่ายๆได้แล้ว นอกจากนี้ ยังสามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการออกแบบการ์ดอวยพร ทำเข็มกลัด และกระเป๋าผ้าเพื่อเป็นของขวัญในโอกาสพิเศษได้อีกด้วยค่ะ”

ด.ช.วชิรศักดิ์ นิ่มไพฑูรย์ หรือน้องดีด๊อยซ์ อายุ 12 ปี นักเรียนชั้น ม.1 กล่าวว่า “เมื่อเริ่มเข้าสู่ระดับชั้นมัธยม หลายคนคงเริ่มค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบ หรือพยายามฝึกฝนความถนัดด้านต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับอาชีพการงานในอนาคต ผมอยากจะเป็นแคสเตอร์ หรือนักพากย์เกม ซึ่งผมสามารถนำความรู้ในชั้นเรียนอย่างการตัดต่อวีดีโอ ถ่ายทำรายการ วางสตอรี่บอร์ด มาประยุกต์ใช้ได้ โดยหวังว่าความชื่นชอบนี้จะสามารถพัฒนาเป็นอาชีพต่อไปได้ ส่วนเรื่องของเทคโนโลยีนั้น มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งผมมองว่าเด็กหลายคนอยากเรียนรู้แต่ขาดโอกาสอยู่ โดยเฉพาะเด็กต่างจังหวัด กว่าที่จะค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบก็อาจจะสายไป เนื่องจากไม่มีความเชี่ยวชาญมากพอที่จะแข่งขันกับคนอื่นๆ ได้ จึงอยากให้ผู้ใหญ่ และภาครัฐเห็นความสำคัญ และให้การสนับสนุนอย่างทั่วถึงครับ”

ด.ญ.ศุภิสรา ใจบาล หรือน้องขิม อายุ 14 ปี นักเรียนชั้น ม.2 กล่าวว่า “ในชั้นเรียนจะมีหลากหลายหลักสูตรให้เรียนรู้ อาทิ การทำภาพยนตร์แอนิเมชั่นโดยใช้เทคนิคสต็อปโมชั่น หรือโปรเจกต์ยัง รีพอร์ตเตอร์ ที่หนูชื่นชอบเป็นพิเศษ เพราะส่วนตัวใฝ่ฝันที่จะทำอาชีพผู้ประกาศข่าวในอนาคต นักเรียนจะได้เรียนรู้ตั้งแต่การเขียนสคริปต์ข่าว ถ่ายทำด้วยกล้องดิจิตอล ตัดต่อวีดีโอ ใส่กราฟฟิก นอกจากนี้ คุณครูยังเปิดรับฟังไอเดียใหม่ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับงานในเชิงสร้างสรรค์อีกด้วย หนูคิดว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างนิสัยช่างคิด ช่างวิเคราะห์ และสามารถนำไปต่อยอดกับงานใดๆ ก็ได้ค่ะ”

โอกาสเป็นสิ่งสำคัญ แต่ด้วยข้อจำกัดบางประการ เด็กทุกคนไม่สามารถมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อใช้ประกอบการเรียนรู้เองที่บ้านได้ แต่ภาครัฐ และสถาบันการศึกษา สามารถจัดเตรียมสิ่งเหล่านี้ไว้ให้เด็กๆ ได้ ถ้าหากมีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ถือเป็นการสร้างโอกาสให้กับเด็ก และเป็นการลงทุนที่ไม่สูญเปล่า เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อเราสามารถสร้างประชากรที่มีความรู้ความสามารถ ผลประโยชน์ทั้งหลายจะย้อนกลับมาที่ประเทศชาติ และประชาชนทุกคนนั่นเอง