กก.ปฏิรูปฯ ดันกองทุนการศึกษาเริ่ม เม.ย.61 เผยอนุฯ โครงสร้างปิ๊งแยกระบบการศึกษาไทยเป็น 3 ฝ่าย

8.08.17 | 15:09 น.

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการอิสระฯ ครั้งที่11 ได้พิจารณาประเด็นเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายสำคัญ 2 เรื่อง 1.คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจศึกษาแนวทางการจัดทำพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เสนอกำหนดกรอบแนวคิดโดยวิเคราะห์องค์ประกอบ ทบทวน และบูรณาการหลักการและเนื้อหาที่สำคัญ ยกร่างมาตราต่าง ๆ ให้สอดคล้องตามกรอบแนวคิด ศึกษาหาโอกาสปรับปรุงต่อยอดและศึกษาปัญหาอุปสรรค ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องให้มีปรับแก้กฎหมายการศึกษาทั้งระบบเพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งในการปฏิรูปการศึกษาให้เป็นรูปธรรมและบรรลุเป้าหมายในการเตรียมกำลังคนตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอนให้รับกับสังคมใหม่    โดยปรับบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ตลอดจนการจัดระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับโลกในอนาคต 2.คณะอนุกรรมการกองทุน ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ วันที่ 21 สิงหาคม 2560 ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีเด็กนอกระบบการศึกษาจำนวนมากที่สุดในประเทศ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 54 กำหนดให้มีกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา และเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู ภายในเดือนเมษายน 2561 คณะอนุฯ กองทุนจึงเร่งลงพื้นที่ระดมสมองและพูดคุยกับผู้ที่ต้องการใช้ทุนอย่างแท้จริง และผลักดันกฎหมายกองทุนดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมฉบับแรกในการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญใหม่

” คณะกรรมการอิสระฯ ประสงค์ให้ทุกคนและทุกภาคส่วนได้แสดงความคิดเห็นการจัดทำกฎหมายกองทุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของเด็กเล็กในครอบครัวยากจน นักเรียนพิการ นักเรียนยากจนออกกลางคัน โดยมีคำถามเพื่อรับฟังความคิดเห็น 5 ประเด็นคือ 1.เด็กเยาวชนกลุ่มใดควรได้รับการช่วยเหลือจากกองทุน 2.จะช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายนั้นได้อย่างไร 3.เงินสนับสนุนควรมาจากที่ใด 4.คาดหวังผลการดำเนินงานของกองทุนภายใน 10 ปีอย่างใด และ 5.อื่น ๆ ซึ่งสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซด์ สกศ.www.onec.go.th เฟสบุ๊คwww.facebook.com/thai.education.revolutionโดยพร้อมลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็น 4 ภูมิภาค เริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดสุรินทร์ ภาคหนือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และเดือนกันยายน  ภาคกลาง กรุงเทพฯ และภาคใต้ เดือนตุลาคมนี้ รวมทั้งหารือกับผู้เกี่ยวข้อง โดยที่ประชุมเสนอให้มีการปรับประเด็นคำถามให้สามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้นสำหรับกลุ่มเป้าหมาย และให้เพิ่มช่องทางและวิธีการสื่อสารให้หลากหลายยิ่งขึ้นเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด”นพ.จรัสกล่าว

ประธานคณะกรรมการอิสระฯ กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษานั้น คณะอนุโครงสร้างยังไม่ได้ข้อยุติแต่เห็นควรแยกระบบการศึกษาไทยเป็น 3 ฝ่าย 1.ฝ่ายนโยบาย 2.ฝ่ายกำกับ และ 3.ฝ่ายปฏิบัติ โดยสร้างการถ่วงดุลระหว่างฝ่ายนโยบายกับฝ่ายกำกับ และกระจายอำนาจให้ความเป็นอิสระทางการศึกษาแก่ฝ่ายปฏิบัติ หรือ สถานศึกษา สร้างความเสมอภาคในการจัดการศึกษาระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน การเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐจากการบังคับบัญชาเป็นการกำกับดูแล การเพิ่มบทบาทของท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และสถาบันครอบครัว ในการจัดการศึกษา โดยมุ่งหมายการกระจายอำนาจและการถ่วงดุล สร้างความเป็นสถานศึกษามืออาชีพ ยึดโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง สร้างความเที่ยงธรรม และประโยชน์สาธารณะ มีความอ่อนตัวและทันสมัยและพร้อมปฏิรูปการศึกษาอย่างต่อเนื่อง