หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา นักวิชาการชี้...

นักวิชาการชี้ ม.44 ดาบสองคม เกิดอธิการเกี้ยเซียะ สืบทอดอำนาจ

11.08.17 | 14:33 น.

นายประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ธัญบุรี ในฐานะเลขานุการที่ประชุมอธิการบดีอธิการบดี(ทปอ.)มทร. กล่าวถึงกรณีที่ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 37/ 2560 เรื่องแก้ไขปัญหาการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษา โดยเน้นไปที่การแก้ปัญหาการได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่ง ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา จนเป็นอุปสรรคให้ การบริหารงานของสถานศึกษาต้องหยุดชะงัก ไม่สามารถขับเคลื่อนสถานศึกษาได้เป็นระบบขาดความต่อเนื่องและเกิดความล่าช้าในการบริหารงาน ส่งผลให้การปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องหนึ่งในการปฏิรูปประเทศ ตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 กำหนดไว้ ไม่อาจบรรลุผลสำเร็จได้ ว่า เป็นทางออกที่ดี ต้องยอมรับว่าผู้ที่เป็นอธิการบดี โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยกลุ่มใหม่อย่างมทร. และมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ส่วนใหญ่เป็นคนนอก ที่เกษียณอายุราชการแล้ว เพราะต้องการผู้ที่มีประสบการณ์มาทำงานด้านบริหาร เนื่องจากคนรุ่นใหม่ อาจจะยังมีประสบการณ์ไม่เพียงพอ ดังนั้นการที่มีคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นการปลดล็อค ทำให้เกิดความชัดเจนในแนวปฏิบัติ และลดความขัดแย้ง เพราะขณะนี้มีหลายแห่งเกิดปัญหาเป็นเรื่องฟ้องร้องกันอยู่ ส่วนประเด็นที่หลายคนกังวลว่า จะทำให้เกิดการสืบทอดอำนาจนั้น ก็ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่มีอยู่จริง แต่ตรงนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารงานของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง ว่าจะสามารถกำกับดูแลได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะกรรมการสภาฯ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญ ในการกำกับดูแลฝ่ายบริหาร หากทำอย่างมีประสิทธิภาพก็เชื่อว่า จะไม่เป็นปัญหา

นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คำสั่งนี้ออกมาเพื่อแก้ปัญหามหาวิทยาลัยบางแห่ง แต่ไม่ได้แก้ปัญหาภาพรวมของอุดมศึกษาทั้งระบบ รวมถึงยังเป็นดาบสองคม เพราะหากตีความว่า การปลดล็อคครั้งนี้ จำทำให้ได้คนเก่ง มีประสบการณ์มีความสามารถมาทำงาน ก็เป็นเรื่องดี แต่หากตีความมองในเรื่องการสืบทอดอำนาจ ก็จะทำให้เกิดความเสียหาย ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า ระบบการบริหารงานของมหาวิทยาลัยไทย มีการสืบทอดอำนาจ เกี้ยเซียะกัน ย้ายจากอีกที่หนึ่งไปเป็นอธิการบดีอีกที่หนึ่ง เกิดการส่งต่ออำนาจ ทำให้ระบบการตรวจสอบการทำงานต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยมีความอ่อนแอ เป็นกลุ่มผลประโยชน์พวกเดียวกัน ส่งผลให้เกิดปัญหา ทั้งธรรมาภิบาล งานวิชาการ คุณภาพบัณฑิต กลายเป็นสภาพอุดมศึกษาที่ไร้ทิศทางและปฏิรูปให้ดีขึ้นได้ยาก ดังนั้นในอนาคตอยากให้มองถึงการปฏิรูปอุดมศึกษาทั้งระบบเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย