“ธนชาต”แจงตลท.หลังศธ.จ่อฟ้องเรียก 2.1 พันล.พร้อมดอก “บิ๊กหนุ่ย” ลั่นเดินหน้าทวงคืน

8.03.16 | 13:25 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารธนชาต ได้ทำหนังสือที่ ธช.สลอ. 035/2559 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2559 ถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสื่อมวลชน เรื่องข่าวเกี่ยวกับกรณีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) จะฟ้องแพ่งธนาคารธนชาต ใจความว่า ตามที่มีข่าวปรากฏในสื่อมวลชนว่าเลขาธิการ สกสค.จะฟ้องแพ่งธนาคารธนชาต เพื่อขอให้คืนเงิน 2,100 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี โดยอ้างว่าการอนุมัติถอนเงิน และปิดบัญชีเงินฝากที่ สกสค.ฝากไว้กับธนาคาร เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2556 ไม่ถูกต้องนั้น ทางบริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) ขอเรียนว่า ธนาคารซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัททุนธนชาต มีหนังสือชี้แจงต่อสำนักงาน สกสค.ถึงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานโดยละเอียด 3 ครั้ง คือวันที่ 7 มกราคม วันที่ 28 มกราคม และวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 รวมทั้ง เข้าหารือกรณีธนาคารไม่สามารถชดใช้เงินที่ สกสค.เรียกร้องได้ ตามเหตุดังนี้ 1.แบบฟอร์มการถอนเงิน และแบบฟอร์มการโอนบาทเนตของรายการดังกล่าว ลงนามร่วมกันโดยผู้มีอำนาจ 2 ราย ตรงตามเงื่อนไขการสั่งจ่ายเงินที่สำนักงาน สกสค.กำหนด พร้อมนำส่งสมุดเงินฝากเพื่อบันทึกรายการ และผู้มีอำนาจสั่งจ่ายได้ลงนามรับเงินตามจำนวนดังกล่าวจากธนาคารแล้ว จึงเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องตามระเบียบของธนาคารว่าด้วยการถอนเงิน และการโอนเงินทุกประการ

หนังสือระบุอีกว่า 2.การถอนเงิน และการโอนเงิน เป็นไปตามเจตนารมณ์ และวัตถุประสงค์ของมติกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) โดยเจ้าหน้าที่ของธนาคารไม่มีสิทธิ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ 3.หนังสือของสำนักงาน สกสค.ที่ลงนามโดยรองเลขาธิการ สกสค.ปฏิบัติการแทนเลขาธิการ เรื่องขอปิดบัญชี ซึ่งถูกนำมาเป็นข้อเรียกร้องกับธนาคารว่าเป็นหนังสือที่ออกโดยมิชอบ เป็นการดำเนินการโดยผู้ไม่มีอำนาจ และไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการปิดบัญชี และการสั่งจ่ายนั้น ไม่ใช่เอกสารที่ใช้สำหรับการถอนเงิน และการโอนเงินตามระเบียบของธนาคาร 4.สำนักงาน สกสค.ทราบดีว่าการอนุมัติให้นำเงิน 2,100 ล้านบาท ไปลงทุนซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เพื่อรับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ต่อปีนั้น เป็นไปตามมติของคณะกรรมการฯ ทุกประการ และหลังจากนั้นก็ได้รับดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินครบถ้วน แต่เมื่อถึงกำหนดชำระเงินต้นตามตั๋วสัญญาใช้เงินแล้วไม่ได้รับเงินต้นคืน จะมาเรียกร้องให้ธนาคารรับผิดชอบแทนด้วยการนำหนังสือของ สกสค.เรื่องขอปิดบัญชี ที่ลงนามโดยรองเลขาธิการปฏิบัติการแทนเลขาธิการมาเป็นข้ออ้างดังกล่าวข้างต้น และกล่าวหาว่าเป็นการกระทำที่ขาดความระมัดระวังของผู้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ จึงไม่เป็นธรรมต่อธนาคารอย่างยิ่ง และทำให้ธนาคารได้รับความเสียหาย

“บริษัทขอเรียนเพิ่มเติมว่าการถอนเงินฝากกรณีนี้ เป็นการถอนเงินมาตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2556 โดย สกสค. กรรมการ และผู้บริหารที่รับผิดชอบทราบเป็นอย่างดี และไม่เคยมีข้อท้วงติงใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน ตลอดจนจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของธนาคาร ยังพบว่าเรื่องนี้ได้มีการสอบสวน และตรวจสอบโดยคณะกรรมการธุรกรรม ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อย่างชัดเจน ธนาคารจึงมีหนังสือแจ้งต่อประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และพยานเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวเพิ่มเติม และขอให้พิจารณาทบทวนความเห็นที่เคยเสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ด้วย เพราะเป็นที่ทราบจากข่าวในสื่อต่างๆ ว่าการดำเนินการของ สกสค.ในเรื่องนี้มาจากความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดิน ทั้งนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ธนาคารเป็นไปตามระเบียบด้วยความถูกต้องทุกประการ”หนังสือดังกล่าวระบุ

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าวว่า ใครจะทำอะไรก็ทำ หน้าที่ของเราคือเอาเงินกลับคืนมาให้ได้ และ ศธ.จะดำเนินการทุกอย่างตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัย