งานวิจัย ทปอ.หนุนเปิด-ปิดตามเดิม ชี้มหา’ลัยต่างชาติยึด’สภาพอากาศ’ ‘หมอธี’คาด’บิ๊กตู่’โยน ม.ตัดสินใจเอง

22.08.17 | 10:18 น.

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงกรณีที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.) พร้อมองค์กรที่เกี่ยวข้องได้เรียกร้องให้ยกเลิกการเปิด-ปิดภาคเรียนตามอาเซียน และกลับไปเปิด-ปิดภาคเรียนตามเดิม คือ เปิดภาคเรียนที่ 1 ช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม และเปิดภาคเรียนที่ 2 ช่วงเดือนพฤศจิกายน-เดือนเมษายนของทุกปี และจะมีการยื่นหนังสือร้องเรียนถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าตนยังไม่ทราบข้อเสนอดังกล่าว แต่เท่าที่ทราบเรื่องนี้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) มีมติมานานแล้ว และจะไม่พิจารณาเรื่องนี้อีก ซึ่งในส่วนของ ทปอ.ถือว่าจบแล้ว ส่วนที่จะยื่นเรื่องให้นายกฯ พิจารณาให้กลับมาเปิด-ปิดในช่วงเวลาเดิมนั้น เชื่อว่านายกฯ คงส่งกลับไปให้ ทปอ.พิจารณา ผู้ที่มีหน้าที่ตัดสินใจเรื่องนี้คือมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นนิติบุคคลมีอำนาจในการพิจารณาว่าจะเปิด-ปิดภาคเรียนในช่วงเวลาใด

“มหาวิทยาลัยเป็นนิติบุคคล มีอำนาจตัดสินใจได้เองว่าจะเปิด-ปิดภาคเรียนในช่วงใด ส่วนที่คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ระบุว่า การเปิด-ปิดภาคเรียนตามอาเซียน มีผลกระทบกับเวลาฝึกปฏิบัติการสอนของนักศึกษานั้น มหาวิทยาลัยก็ต้องหารือกัน โดยต้องดูด้วยว่าหากกลับไปเปิด-ปิดภาคเรียนในช่วงเวลาเดิม จะกระทบกับใครอีกบ้าง ผมไปกำหนดไม่ได้ และไม่ควรไปกำหนด มหาวิทยาลัยต้องไปคุยกันเอง ตกลงกันเอง ไม่สามารถให้ความเห็นได้ และไม่ควรไปสั่ง เพราะถ้านายกฯหรือรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ไปสั่งการให้เปลี่ยนแปลงอะไร โดยดูจากข้อร้องเรียน ก็จะเกิดความโกลาหล ที่พูดแบบนี้ไม่ได้โยน แต่หลักการผมมีแค่นี้ เป็นประชาธิปไตยที่ทุกคนแสดงความคิดเห็นได้” นพ.ธีระเกียรติกล่าว และว่า ทั้งนี้ ทปอ.อาจจะรับข้อเสนอดังกล่าวของ ปอมท.ไปพิจารณา แต่จะทำหรือไม่ขึ้นอยู่กับทปอ. และมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งที่จะต้องไปคุยกัน

น.ท.สุมิตร สุวรรณ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ในฐานะคณะวิจัยเรื่อง ผลกระทบเกี่ยวกับการเปิด-ปิดภาคเรียนตามอาเซียน กล่าวว่า มก.ได้สรุปผลการวิจัยให้ ทปอ.แล้ว รอการตรวจรับ เบื้องต้นคณะวิจัย ได้สรุปปัญหา ผลกระทบ และข้อเสนอแนะการเปิด-ปิดภาคเรียน 3 แนวทาง คือ 1.เปิด-ปิดภาคเรียนตามอาเซียน 2.การเปิด-ปิดภาคเรียนตามเดิม และ 3.การเปิด-ปิดภาคเรียนแบบหลากหลาย จากผลการวิจัย พบว่าแนวทางที่เป็นปัญหาและมีผลกระทบน้อยที่สุด คือ กลับไปเปิด-ปิดภาคเรียนแบบเดิม ซึ่งจะมีประโยชน์กับผู้เรียนหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ที่ได้รับผลกระทบเรื่องช่วงเวลาปฏิบัติการสอน และการสอบบรรจุครู กลุ่มผู้เรียนสาขาเกษตรและวิทยาศาสตร์ ที่ต้องฝึกปฏิบัติงาน และใช้ห้องแล็บทำการทดลองซึ่งสภาพอากาศมีผลต่อการเรียนค่อนข้างมาก เป็นต้น ขณะเดียวกัน การเปิด-ปิดภาคเรียนตามอาเซียนมีผลให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น เป็นภาระค่าใช้จ่ายของมหาวิทยาลัยต่างๆ สำหรับข้อเสียหากกลับไปเปิด-ปิดภาคเรียนตามเดิม จะกระทบกับมหาวิทยาลัยที่ทำข้อตกลงเรื่องการแลกเปลี่ยนนักศึกษากับต่างประเทศไว้แล้ว ส่วนการให้อิสระมหาวิทยาลัยเปิด-ปิดภาคเรียนแบบหลากหลาย เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแต่จะเป็นปัญหาต่อระบบการรับเด็กเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลการเปิด-ปิดภาคเรียนในต่างประเทศ พบว่าการเปิด-ปิดภาคเรียนเป็นไปในช่วงเวลาเดียวกัน และคำนึงถึงสภาพอากาศเป็นหลัก