สะท้อน ม.44 แก้ปัญหา มหาวิทยาลัย

24.08.17 | 13:20 น.

นับจากที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 37/2560 เรื่องการแก้ไขปัญหาการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษา

โดยมีสาระสำคัญ คือ การให้สถาบันอุดมศึกษามีอํานาจแต่งตั้งบุคคลใดที่มิได้เป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาหรือเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษามาดํารงตําแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี
ผู้ช่วยอธิการบดี คณบดีหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะได้ แปลความให้เข้าใจตรงกัน คือ การเปิดโอกาสให้คนนอกสามารถมาเป็นอธิการบดีในมหาวิทยาลัยได้

นำมาซึ่งเสียงคัดค้านของเครือข่ายนักวิชาการจากหลากหลายมหาวิทยาลัย ที่มองว่าการให้อำนาจคนนอกเข้ามามีบทบาทในการบริหารมหาวิทยาลัยสุ่มเสี่ยงต่อการแทรกแซงอำนาจทางการบริหารทำให้มหาวิทยาลัยสูญเสียความเป็นอิสระ ขาดเสรีภาพทางวิชาการ และการเป็นสถาบันที่เป็นฐานที่มั่นสำคัญในการสร้างปัญญาของสังคม

รวมถึงการทำให้มหาวิทยาลัยตกเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจทางการเมือง อันจะทำให้เกิดการสูญเสียความศักดิ์สิทธิ์ และเป็นพิษร้ายทำลายจิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยในอนาคต

ทว่าในมุมมองของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยอย่าง นายนพพร ขุนค้า อาจารย์สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ และนายอาจิณโจนาธาน อาจิณกิจ อาจารย์สาขาศิลปกรรม คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ย่อมมีเสียงสะท้อนต่อคำสั่งของหัวหน้า คสช.ฉบับดังกล่าว

Advertisement

เริ่มจาก อ.นพพรมองถึงผลกระทบของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 37/2560 ต่อสังคมวิชาการว่า การบริหารมหาวิทยาลัยนั้นเป็นการบริหารในทางวิชาการเพื่อเป้าหมายในการผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพและเป็นแหล่งวิจัยเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศ ภายใต้บริบทองค์กรที่เป็นอิสระและมีเสรีภาพทางวิชาการ บุคคลที่จะมาเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยทุกระดับตั้งแต่อธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี คณบดี นอกจากจะเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการบริหารองค์กรแล้วยังต้องมีความเข้าใจในทางวิชาการ การจัดการเรียนการสอน การวิจัย การบริหารวิชาการภายใต้สังคมแห่งการเปลี่ยนแปลง ผู้บริหารจะต้องมีหลักการและความรู้ในการบริหารงานบุคคลที่จะสร้างแรงจูงใจให้มีคนเก่งเข้ามาทำงานวิชาการในมหาวิทยาลัย ภายใต้ความเป็นอิสระในทางวิชาการ

การออกคำสั่งดังกล่าวที่บอกว่าจะแก้ไขปัญหาการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัยโดยที่เปิดโอกาสให้บุคคลที่มิได้เป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษามาดำรงตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี คณบดี หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เทียบเท่าคณะได้ก็เท่ากับว่าเป็นการเปิดช่องให้ผู้ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว หรือเป็นบุคคลที่มิได้ทำงานในมหาวิทยาลัยมาเป็นผู้บริหารได้ หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นการเปิดช่องให้คนนอกมหาวิทยาลัยมาบริหารมหาวิทยาลัยได้

ยิ่งคำสั่งในข้อ 2 ยิ่งสำคัญ เพราะมีการระบุว่าสถาบันอุดมศึกษามีอำนาจแต่งตั้งบุคคลใดที่มิได้เป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาหรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษามาดำรงตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี
ผู้ช่วยอธิการบดี คณบดี หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานเทียบเท่า

เท่ากับว่าตั้งใครก็ได้มาเป็นผู้บริหารทุกระดับ เดิมเคยมีข้อพิพาทเรื่องการตั้งผู้ที่เกษียณอายุราชการมาเป็นอธิการบดีได้หรือไม่ ก็มีเรื่องฟ้องร้องกันอยู่ที่ศาลปกครอง เมื่อมีคำสั่งนี้มาศาลคงต้องจำหน่ายคดี แล้วถามว่าให้คนเกษียณอายุราชการหรือคนที่ไม่ได้ทำงานกับมหาวิทยาลัย มานั่งตำแหน่งบริหารระดับสูง สมควรหรือไม่

นอกจากนี้ในคำสั่งข้อ 3 มีการยกเว้นเรื่องระยะเวลาการรักษาราชการแทนอธิการบดีด้วย ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย จะอยู่ได้ 180 วัน ถ้ายังไม่ได้รับการสรรหาจากสภามหาวิทยาลัย ก็จะต้องเปลี่ยนคนรักษาราชการแทน แต่เมื่อมีการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ออกมานั้นจะทำให้คนที่รักษาราชการในตำแหน่งได้รับประโยชน์ สามารถนั่งต่อในตำแหน่งได้เลย

ขณะเดียวกัน อ.นพพรยังกล่าวอีกว่า ตนและเพื่อนอาจารย์ได้ยื่นหนังสือคัดค้านคำสั่งหัวหน้า คสช.ต่อนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในฐานะนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาพบที่คณะ พร้อมกับขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองต่างๆ รวมถึงการเคลื่อนไหวในวันที่ 25 สิงหาคม ที่จะมีการตัดสินคดีรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้ชี้แจงไปแล้วว่าการยื่นหนังสือคัดค้านเป็นเรื่องของระบบการศึกษา ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องการเมือง ไม่มีมวลชนไปเกี่ยวข้องอะไรกับการตัดสินคดีอย่างที่เจ้าหน้าที่กังวล เพราะนักวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ทุกคนคงรอคำพิพากษามากกว่าที่จะไปจัดมวลชนอย่างที่เจ้าหน้าที่เข้าใจ

ดังนั้น คงไม่มีเหตุการณ์อย่างที่เจ้าหน้าที่กังวล

ส่วนข้อเสนอแนะและทางออกในการแก้ปัญหาการบริหารของสถาบันอุดมศึกษา อ.นพพรเสนอว่า ขอเสนอให้ผู้ปกครองหากจริงใจในการแก้ไขปัญหาการบริหารงานในมหาวิทยาลัยควรใช้วิธีการออกกฎหมายแบบปกครองและศึกษาสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงพร้อมรับฟังความคิดเห็นผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง มิฉะนั้นแล้วจะเป็นการซ้ำเติมปัญหา หากมหาวิทยาลัยมีปัญหาก็จะส่งผลกับภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยที่จะสร้างบัณฑิตให้มีคุณภาพได้อย่างไร เมื่อบัณฑิตที่ผลิตออกไปไม่มีคุณภาพย่อมส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน

ขณะที่ อ.อาจิณโจนาธาน ในฐานะที่เป็นบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา สะท้อนถึงคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 37/2560 ว่า คำสั่งออกมาเป็นภาพรวมของประเทศ อย่างมหาวิทยาลัยทั้งประเทศไม่ได้มีปัญหาทั้งหมด เพราะฉะนั้นพอคำสั่งออกมาแบบนี้เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่ใกล้ชิดกับ คสช. มีโอกาสเข้ามาทำงานในมหาวิทยาลัย โดยที่ประชาคมไม่มีสิทธิเลือก อย่างน้อยๆ มีสภามหาวิทยาลัยกำกับดูแล มีประชาคมที่จับตามอง เมื่อไรก็ตามที่ได้คนนอกที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัย หรือคนเกษียณที่ไม่ได้เติบโตหรือพร้อมที่จะตายไปกับมหาวิทยาลัยมาทำงาน แค่โดนมอบหมายให้มา มันไม่มีความจริงใจในการทำงาน หรืออาจจะทำงานไม่เต็มที่เท่ากับคนที่เขาพร้อมจะโตไปกับมหาวิทยาลัย

คำสั่งนี้อาจจะมีผลดีกับอธิการบดีที่กำลังจะเกษียณอายุแล้วได้นั่งต่อเต็มๆ ถ้าสามารถคอนโทรลมหาวิทยาลัยได้ดีตามที่ต้องการ มองว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องการที่จะแทรกแซงเพราะตอนนี้บทบาทของนักวิชาการในมหาวิทยาลัยสร้างอิมแพคสะเทือนไปทั่วโลกเหมือนกัน อย่างกรณีที่มีการตั้งข้อกล่าวหาให้กับอาจารย์และนักศึกษาที่เชียงใหม่ ทั่วโลกก็จับตามอง เพราะฉะนั้นหากอธิการบดีหรือคนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยเดิมสั่งไม่ได้ เขาก็ต้องการคนที่เข้ามานั่งแล้วสั่งได้ โดยไม่สนใจว่าคนข้างล่างจะเป็นใคร ยิ่งทุกวันนี้ความเป็นวิชาการก็น้อยแล้ว มันอาจจะยิ่งถูกจำกัดเข้าไปใหญ่

อย่างไรก็ตาม อ.อาจิณโจนาธานยังได้ร่วมลงชื่อกับเพื่อนนักวิชาการเพื่อยื่นข้อเสนอไปยังนายมีชัย ประธาน กรธ. เพื่อเสนอความเห็นให้หัวหน้า คสช.ทบทวนคำสั่งดังกล่าวด้วย แต่ไม่ได้คาดหวังว่าข้อเสนอดังกล่าวจะได้รับความสนใจจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

“ผมคิดว่าอย่างไรเขาก็ไม่นำข้อเสนอไปพิจารณา เพราะจำนวนของคนที่ออกมาร่วมลงชื่อยังน้อยเกินไป ถ้าเทียบสัดส่วนอาจารย์ในมหาวิทยาลัยในประเทศไทย มีเป็นร้อยแห่ง ถ้าแต่ละแห่งลงชื่อกันซัก 10-15 คน ก็จะได้เป็นพันชื่อ แต่ตอนนี้มีแค่ 260 ชื่อ คำสั่งนี้มีผลกระทบกับอาจารย์ทุกคน แต่ก็ไม่มีใครกล้าเสี่ยง ถ้าเป็นผู้บริหารออกมาพูดอาจจะโดนคนแรกเลย เพราะในคำสั่งนี้ก็บอกอยู่แล้วว่าเปลี่ยนได้เลย ดังนั้นจำนวนคนที่ร่วมลงชื่อก็อาจจะไม่เยอะ วันที่นายมีชัยรับหนังสือ ผมได้ย้ำว่าในฐานะที่ อ.มีชัยมีความใกล้ชิดกับ คสช.และเป็นนายกสภาแห่งนี้ขอฝากหนังสือให้กับ คสช.เรื่องคัดค้านมาตรา 44 ที่แทรกแซงกิจการมหาวิทยาลัย คำสั่งนี้ไม่ได้ฟังความเห็นของคนในแวดวงวิชาการŽ”อ.อาจิณโจนาธานระบุถึงการคัดค้านคำสั่งหัวหน้า คสช.

สุดท้ายแล้วข้อเสนอและเสียงสะท้อนของนักวิชาการทั้งสองที่คัดค้านการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 37/2560 จะได้รับการพิจารณาจากผู้มีอำนาจเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการบริหารงานสถาบันอุดมศึกษาอย่างแท้จริง ถูกทิศถูกทางหรือไม่

คงต้องติดตาม