เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รองประธานกรรมการอิสระเพื่อการปฎิรูปการศึกษา เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการอิสระฯ ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาบทบาทของภาคเอกชนกับด้านการศึกษาประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนเอกชนกับโรงเรียนรัฐโดยมองว่าโรงเรียนเอกชนได้รับการสนับสนุนน้อยกว่าโรงเรียนรัฐแต่กลับปรากฏว่าประสิทธิภาพการทำงานของโรงเรียนเอกชนสูงกว่าโรงเรียนรัฐ ขณะเดียวกันยังดูจากค่าเฉลี่ยเงินเดือนครูโรงเรียนเอกชนอยู่ที่ 15,000 บาท โรงเรียนรัฐอยู่ที่ 40,000 บาท ซึ่งที่ผ่านมามีนโยบายไม่ให้ภาครัฐขยายโรงเรียนมานานแล้ว แต่ในทางปฎิบัติกลับทำไม่ได้ มีการเพิ่มโรงเรียนขยายโอกาส เพิ่มจำนวนครูเรื่อยๆ สุดท้ายก็เกินกำลังที่จะแบก โรงเรียนก็ยุบไม่ได้คนูก็ยุบไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องดูบทบาทให้ชัดเจน ซึ่งในบางเรื่องภาคเอกชนทำได้ดีกว่าก็ควรจะสนับสนุน ทั้งนี้ยังไม่มีข้อสรุปต้องรอผลการับฟังความคิดเห็นรอบด้านจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
รองประธานคณะกรรมการอิสระฯ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังได้หารือแนวทางการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ และร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ…. ตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำชับมาว่ากฏหมาย 2 ฉบับจะต้องให้แล้วเสร็จในรัฐบาลชุดนี้ โดยในส่วนของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ นั้น ที่ประชุมยังมีความเห็นที่หลากหลายว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเป็นกฏหมายแม่ที่จะใช้ดูแลการศึกษาทั้งหมดของประเทศ ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เท่านั้น เนื่องจากรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่ารัฐต้องจัดให้มีกลไกร่วมระหว่างรัฐ เอกชน และท้องถิ่น ซึ่งขณะนี้การจัดการศึกษาโดยเฉพาะกลุ่มช่วงวัยเด็กแรกเกิดจนถึง 3 ขวบยังไม่มีเจ้าภาพหลักที่ชัดเจน เป็นการกระจัดกระจายกันทำซึ่งกลุ่มนี้มีอยู่ประมาณ 5 ล้านคน
” ส่วนเรื่องร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษานั้นรัฐบาลได้ส่งเรื่องที่คณะทำงานเตรียมการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา นำเสนอส่งมาให้คณะกรรมการอิสระฯพิจารณา ดังนั้นที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา ขึ้น โดยมีนพ.จรัส สุวรรณเวลา เป็นประธาน ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องจากภาคส่วนต่างๆ และจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมเป็นกรรมการ หลักๆคณะอนุกรรมการชุดนี้จะพิจารณาเรื่องบทบาทหน้าที่ของกระทรวงการอุดมศึกษาที่ไม่ได้ดูแลงานเฉพาะเรื่องอุดมศึกษาเท่านั้น แต่อาจรวมไปถึงงานวิจัยและกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ซึ่งมีผู้เสนอแนวคิดว่าในอนาคตกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯน่าจะเป็นหน่วยงานหนึ่งในกระทรวงการอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนากำลังคนของประเทศให้ไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งหมดจะต้องหาข้อสรุปให้ชัดเจนภายใน 5 เดือน ก่อนจะนำเสนอรัฐบาลต่อไป”นายวิวัฒน์กล่าว

