เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่สนามบินเล็ก กองทัพอากาศ ทุ่งสีกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโรงเรียนสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก ได้ทำการฝึกพลฉุดชักราชรถ ในการอัญเชิญพระบรมโกศพระบรมศพในริ้วขบวนอิสริยยศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งกรมสรรพาวุธฯ ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการขับเคลื่อนพระมหาพิชัยราชรถและราชรถน้อยหรือราชรถพระนำ ประกอบริ้วขบวนที่ 2 อัญเชิญพระบรมโกศ จากพระยานมาศสามลำคาน ริ้วขบวนที่ 1 บริเวณหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ ไปยังพระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยมี พลโทอาวุธ เอมวงศ์ เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก เดินทางมาตรวจเยี่ยมการฝึกซ้อม พร้อมกล่าวให้กำลังใจพลฉุดชัก ตอนหนึ่งว่า ตนเฝ้าติดตามและได้รับรายงานความคืบหน้าการฝึกซ้อมพลฉุกชักราชรถมาตลอดระยะเวลา 3 เดือน รับรู้ถึงความทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังใจของกำลังพลทุกนายเป็นอย่างดีในการเปลี่ยน ความเศร้าโศกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 มาเป็นพลังใจมุ่งมั่นฝึกฝน ร่วมถวายงานในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นครั้งสุดท้าย ถือเป็นเกียรติสูงสุดทั้งกับตัวพลฉุดชักเอง และหน่วยงานที่รับผิดชอบ
พ.ท.สวรุจน์ สุภเวชย์ ผู้บังคับกองพันนักเรียน โรงเรียนสรรพาวุธทหารบก กรมสรรพาวุธทหารบก และผู้ควบคุมพลฉุดชักพระมหาพิชัยราชรถช่วงหลัง กล่าวว่า กรรมสรรพาวุธฯ เริ่มฝึกพลฉุดชักนอกพื้นที่ที่สนามบินเล็กตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม ทำการฝึกทุกวันอังคารและวันพฤหัสบดี จากการฝึกซ้อมความพร้อมของกำลังพล ถือว่ายังไม่เต็ม 100% เพราะเราทำการฝึกให้กำลังพลเข้าใจขั้นตอนในการปฏิบัติของทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นพลฉุดชัก หรือเจ้าหน้าที่เกรินบันได้นาค โดยอ้างอิงจากหมายกำหนดการงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เมื่อปี 2555 ทั้งนี้สาเหตุที่ยังไม่ 100% เพราะในภาพรวม กองทัพภาคที่ 1 จะมีการชี้แจงการฝึกในกรอบของกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งจะเป็นการฝึกซ้อมรวมริ้วขบวนที่ 2 ทั้งหมด ในวันที่ 21 และ 28 กันยายน ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เขตบางเขน อย่างไรก็ตามในการฝึกครั้งนี้ แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เน้นย้ำถึงความพร้อมในการฝึกของกำลังพล โดยเฉพาะเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพของตนเองเพื่อให้มีความพร้อมที่สุด โดยมีแพทย์มาตรวจสุขภาพและจากการประเมินของทางทีมแพทย์ พบว่าในช่วงวันพระราชพิธี ตรงกับหน้าฝน อาจจะมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ ดังนั้นจึงฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ให้กับกำลังพลทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้น ส่วนเพลงที่จะใช้ประกอบการเดินต่อเท้าในริ้วขบวนที่ 2 มีทั้งหมด 3 เพลงบรรเลงต่อกัน ประกอบด้วย เพลงสรรเสริญเสือป่า เพลงสรรเสริญพระนารายณ์ และเพลงพญาโศก ซึ่งได้มีการเรียบเรียงขึ้นมาใหม่ จากเดิมที่ใช้เพลงพญาโศกลอยลม โดยเพิ่มจังหวะเสียงกลอง สองเท้า ทำให้กำลังพลมีความมั่นใจในการเดินหนักแน่น ชัดเจน ให้ริ้วขบวนมีความสง่างามสมพระเกียรติมากที่สุด

พ.ต.สิทธิศักดิ์ ศรีนวลดี สังกัดกองโรงงานซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์สายสรรพาวุธ (กรสย.) ศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์สายสรรพวุธ (ศซส.) กรมสรรพาวุธทหารบก ในฐานะหัวหน้าครูฝึกฉุดชักราชรถ กล่าวว่า การซ้อมนอกสถานที่ครั้งนี้ ถือเป็นการจำลองเหตุการณ์ รวมถึงจำลองเครื่องช่วยฝึกต่างๆ ให้สมจริง เช่น เกรินบันไดนาคจำลอง พระบรมโกศจำลอง รถยนต์บรรทุก (รยบ.) ขนาด 10 ตันสำหรับพระมหาพิชัยราชรถ เป็นต้น เพื่อให้การฝึกซ้อมเป็นไปตามลำดับที่เกิดขึ้นในพระราชพิธี โดยในส่วนของกรมสรรพาวุธฯ รับผิดชอบริ้วขบวนที่ 2 ตั้งแต่บริเวณหน้าวัดโพธิ์ จนถึงถนนเส้นกลางท้องสนามหลวง ส่งพระบรมโกศเข้าสู่ริ้วขบวนที่ 3 จากนั้นอัญเชิญราชรถทั้ง 2 องค์กลับเข้าสู่โรงเก็บราชรถ เป็นเสร็จสิ้นความรับผิดชอบ ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดพลฉุดชักจะต้องยืนรอหรือเดินให้ใกล้เคียงเพื่อให้กำลังพลเกิดความพร้อมและความคุ้นเคยสูงสุด โดยกำลังพลฉุดชักในส่วนของกรมสรรพาวุธฯ ที่ใช้ประกอบริ้วขบวนที่ 2 มีทั้งหมด 441 นาย แบ่งเป็นกำลังพลในการฉุดชักราชรถพระนำ 79 นาย พระมหาพิชัยราชรถ 222 นาย กำลังพลสำรอง 30 นาย กำลังพลเกรินพันไดนาค 110 นาย เท่าที่ดูพลฉุดชักทุกนายมีความพร้อมกว่า 90% สำหรับท่า การฝึกกำลังพลฉุดชักราชรถ มีทั้งหมด 7 ท่า คือ ท่าเบื้องต้น ท่าหยิบเชือก ท่าวางเชือก ท่าถวายบังคม ท่าเดินปกติ ท่าหยุดจากการเดิน ท่าเดินประกอบเพลงพญาโศก จังหวะความยาวของก้าวอยู่ที่ประมาณ 30 เซนติเมตร




