เมื่อวันที่ 1 กันยายน ที่โรงแรมเซนจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวในการเสวนา “ฟังความรอบด้าน : การจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา” ตอนหนึ่งว่า ในส่วนของการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษานั้น โดยส่วนตัวได้เสนอกับคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา ว่า หน่วยงานกลางที่จะดูแลระบบการอุดมศึกษา จะมีสถานะเป็นกระทรวงหรือไม่ก็ได้แต่หากไม่มี ก็ต้องวางระบบการขับเคลื่อนการอุดมศึกษาให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งตนอยากเห็นกระทรวงการอุดมศึกษา หรือองค์กลางที่จะเกิดขึ้น เป็นองค์กรที่ส่งเสริมมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศให้ ก้าวไปสู่ระดับโกลและลดคความแตกต่างทางคุณภาพ แต่ไม่ลดอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง รวมทั้งควรบอกได้ว่า ใครทำถูกหรือผิดและต้องมีผู้รับผิดชอบ มีผู้รับโทษเมื่อเกิดความเสียหายต่อผู้เรียน
นายรัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย(ทปสท.) กล่าวว่า กระทรวงการอุดมศึกษา จะมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาของอุดมศึกษ ดังนี้ คือ 1.ปัญหาคุณภาพการศึกษา ซึ่งพบว่าการจัดอันดับมหาวิทยาลัยไทยที่อยู่ในอันดับโลกมีมากน้อยเพียงใด หรือกรณีผลสอบคัดเลือกข้าราชการพลเรือนของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการ(ก.พ.) พลเรือน ซึ่งในภาพรวมพบว่า ผู้จบระดบปริญญาตรี สอบผ่านแค่4 % , จบป.โท 14% ถือเป็นปัญหาคุณภาพที่ต้องแก้ไข 2.มาตรฐานหลักสูตร 3.ปัญหาธรรมาภิบาล 4. บทบาทสภามหาวิทยาลัย 5. ปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย เป็นต้น
นายสุเมธ แย้มนุ่น อดีตเลขาธิการกกอ. กล่าวว่า โดยสรุปแล้วตนเห็นว่าพ.ร.บ.กระทรวงการอุดมึกษาฉบับนี้ไม่ได้มีอะไรใหม่ในการจัดโครงสร้างการบริหารงานของอุดมศึกษา ในทางกลับกันพ.ร.บ.ฉบับนี้เขียนในลักษณะที่ทำให้เห็นว่า รัฐมนตรี มีอำนาจมากขึ้น สามารถเข้าไปจัดการกับสถาบันอุดมศึกษาได้ ซึ่งจุดหนึ่งดูเหมือนดี ที่กำหนดให้มหาวิทยาลัยมีอำนาจในการบริหารจดการ ขณะที่ในทางกลับกัน ก็เขียนผูกพันอำนาจตนเอง อย่างไรก็ตามขณะนี้ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะมีการปรับโครงสร้างการอุดมศึกษา หากไม่ทำให้สำเร็จในช่วงนี้ก็คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว
นายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) กล่าวว่า ยอมรับว่า มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวตามเทคโนโลยีและโลกที่เปลี่ยนแปลง แต่โจทย์การปรับตัวควรเป็นหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยต่างๆ มากกว่าฝากความไว้วางใจไว้กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หรือฝ่ายการเมือง รวมทั้งปัญหาของสภามหาวิทยาลัยบางแห่งที่ผ่านมา ทำให้เราต้องใช้คำสั่ง คสช.เข้ามาแก้ไข ทั้งที่เราสามารถแก้ไขได้โดยใช้ พ.ร.บ.การอุดมศึกษา ทั้งนี้ตนสนับสนุนคณะทำงานของนพ.อุดม คชินทร ในฐานะประธานคณะทำงานเตรียมความพร้อมเตรียมจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาทุกอย่างเรื่องการมีกฎหมายว่าด้วยการอุดมศึกษา แต่ไม่เห็นเหตุผลที่จะมี ปลัดกระทรวงฯ สำนักงานปลัดกระทรวงฯ และ รัฐมนตรีว่าการกรทรวง มาครอบมหาวิทยาลัยที่มีอิสระมากอยู่แล้ว และไม่เชื่อว่ารัฐมนตรีฯ คนเดียวจะมีสติปัญญามากไปกว่าสภามหาวิทยาลัยที่รู้เรื่องอย่าง ใกล้ชิด และอิสระ อย่างไรก็ตามแน่นอนว่าเรามีสภามหาวิทยาลัยบางแห่งที่ล้มเหลว จึงต้องใช้มาตรา 44 เข้าไปดูแล แต่ พ.ร.บ.การอุดมศึกษา ที่คณะทำงานฯได้ยกร่างมาแล้วจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ และเราก็ไม่ได้มีสภามหาวิทยาลัยที่ล้มเหลวทั้งหมด แต่ทำไมเราถึงได้พยายามหานายอีกคนมาเพื่อควบคุมสภามหาวิทยาลัย ผมเห็นด้วยกับการมี พ.ร.บ.การอุดมศึกษา แต่คัดค้านอย่างยิ่งกับการตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา และการมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวง และปลัดกระทรวงอุดม มาคุมมหาวิทยาลัย”นายสุรพล ล่าว

