หมายเหตุ – ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 ว่า คนต้นเรื่องในการเสนอสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ควรเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่มหาเถรสมาคม (มส.) ซึ่งฝ่ายคณะสงฆ์มองว่าเป็นการตีความที่ขัดแย้งกับธรรมเนียมปฏิบัติของคณะสงฆ์ และกำลังสร้างความแตกแยกระหว่างฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักร ต่อไปนี้เป็นความเห็นของนักวิชาการด้านศาสนา
ร้อยโท บรรจบ บรรณรุจิ
ประธานกลุ่มนักวิชาการเปรียญธรรม 9 ประโยค
ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ตลอดจนธรรมเนียมปฏิบัติและจารีตที่ผ่านมานั้น ให้มหาเถรสมาคมเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกสมเด็จพระราชาคณะกันเอง แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ผ่านทางนายกรัฐมนตรี ฉะนั้น คนตั้งเรื่องคือมหาเถรสมาคม การที่ผู้ตรวจการแผ่นดินไปวินิจฉัย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 ว่า คนต้นเรื่องคือนายกรัฐมนตรีนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินกำลังทำผิดวัตถุประสงค์ และกำลังช่วยเพื่อนตัวเอง ซึ่งคือคณะทำงานฝ่ายต่อต้านเพียงไม่กี่คน พอหัวหอกไปต่อไม่ได้ ก็หาเครื่องมือ หาตัวช่วย โดยมาดึงผู้ตรวจการแผ่นดินเข้าไปช่วย เพื่อยื้อเวลา และเมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยว่าคนต้นเรื่องคือนายกรัฐมนตรี ก็แสดงว่า ที่มีการดำเนินการมาภายใต้กฎหมายคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 เป็นต้นมา ก็เท่ากับเป็นโมฆะอย่างนั้นหรือ
ถ้ารัฐบาลส่งเรื่องนี้ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ จะยิ่งไปกันใหญ่ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเลย แนวปฏิบัติที่ผ่านมาไม่ได้เป็นปัญหา ที่ผ่านมาการที่มหาเถรสมาคมเป็นคนต้นเรื่อง ก็เรียบร้อยดี เพียงแต่วันนี้มีคนบางคนทำให้ยุ่งยาก พอทำให้พระรูปหนึ่งสึกไม่ได้ ก็มาเล่นงานพระอาจารย์ของพระรูปนั้น ก็แค่นั้น
ผมมองว่ากำลังบ้าไปกันใหญ่ นายกรัฐมนตรีควรต้องเด็ดขาด วันนี้อำนาจอยู่ที่รัฐบาล ดังนั้น ถ้าไม่เอา ก็บอกมาเลยว่าไม่เอา แต่ถ้าเอา ก็ควรเข้าไปพูดคุยกับพระเถระผู้ใหญ่ มหาเถรสมาคมก็เปรียบเหมือนรัฐบาลของคณะสงฆ์ ถ้านายกรัฐมนตรีจะเข้าไปพูดคุยด้วยจะเสียศักดิ์ศรีนักหรือ ทางออกของประเทศสำหรับเรื่องนี้ผมจึงมองว่านายกรัฐมนตรี ควรต้องเด็ดขาดและกล้าตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไร
ชาญณรงค์ บุญหนุน
ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร
เท่าที่ได้ศึกษาขั้นตอนการเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะเพื่อสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ตามจารีตประเพณีไม่ได้แตกต่างกันเลย แม้จะยก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ในมาตรา 7 ที่บัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช” มาเทียบกับมาตรา 7 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 ที่ระบุว่า “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์หนึ่ง ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกฯโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช” ซึ่งมีบทบัญญัติเพิ่มขั้นตอนเข้ามา
จะเห็นได้ว่าเมื่อครั้งที่สถาปนาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหาร ในปี 2532 ขณะที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ตำแหน่งการปกครองสูงสุดในมหาเถรสมาคมคือผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ดำรงตำแหน่ง และท่านก็มีอาวุโสสูงสุดด้วย
เมื่อตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง กรมการศาสนาในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม ซึ่งขณะนั้นสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้นำเรื่องการเสนอนามสมเด็จพระสังฆราชเข้าที่ประชุมมหาเถรสมาคม ให้มหาเถรสมาคมมีมติเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุด ขณะนั้นในกฎหมายไม่ได้ระบุขั้นตอนการเสนอนาม เพื่อที่กรมการศาสนาจะได้นำเรื่องส่งให้นายกรัฐมนตรีเสนอขึ้นทูลเกล้าฯ
หลังจากกรมการศาสนานำเรื่องเข้าที่ประชุมมหาเถรสมาคม สมเด็จพระพุฒาจารย์ พร้อมด้วยสมเด็จพระพุฒโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินธฺโร) วัดสามพระยา มีอาวุโสรองลงมา ได้ทำหนังสือแสดงความจำนงไม่รับตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชไปที่กรมการศาสนา โดยสมเด็จทั้ง 2 รูปให้เหตุผลว่าท่านชราภาพมากแล้ว ดังนั้น ที่ประชุมมหาเถรสมาคม จึงมีมติเสนอนามสมเด็จพระญาณสังวร ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดลำดับถัดมา ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพียงรูปเดียว
หากนำขั้นตอนเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะเพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 มาเปรียบเทียบกับขั้นตอนที่มหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทำในปัจจุบันนี้ ในบทบัญญัติของมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 ได้เพิ่มขั้นตอนในการเสนอนาม ที่ระบุว่า “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์หนึ่ง ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช”
ขั้นตอนการเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะที่ผ่านมา ไม่เคยมีปรากฏว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้หยิบยกเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมมหาเถรสมาคม แต่เคยปรากฏเพียงว่านายกรัฐมนตรีมีหน้าที่นำนามสมเด็จพระราชาคณะที่ผ่านความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมเสนอขึ้นทูลเกล้าฯ และสนองพระบรมราชโองการเท่านั้น และเป็นไม่ได้อย่างยิ่งที่นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ เพราะไม่รู้ว่าสมเด็จพระราชาคณะรูปใดมีคุณสมบัติขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช
ประพันธ์ ศุภษร
นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา
ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 กำหนดให้มหาเถรสมาคมเป็นคนตั้งเรื่องในการเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อทูลเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช และธรรมเนียมปฏิบัติ ตลอดจนจารีตประเพณีที่ผ่านมา ก็เป็นเช่นนั้น โดยมหาเถรสมาคมจะเป็นผู้พิจารณานำเสนอนามให้นายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีเป็นคนตั้งเรื่องอย่างที่ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัย และอดีตที่ผ่านมา มหาเถรสมาคมเสนอนามไปแค่รูปเดียว เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนการคัดเลือกผู้นำหมู่บ้าน ก็ต้องให้คนหมู่บ้านนั้นเป็นผู้คัดเลือกกันเอง ให้คนนอกมาเสนอได้อย่างไร
ส่วน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 ผมยังไม่ได้ศึกษาว่ามีการแก้ไขมาตราใดบ้าง อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่าผู้ตรวจการแผ่นดินตีความตามพยัญชนะเกินไป ซึ่งไม่ถูกต้อง ผู้ตรวจการแผ่นดินควรดูธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมาของคณะสงฆ์และดูเหตุและผลประกอบ คณะสงฆ์ควรปกครองตามพระธรรมวินัยและ พ.ร.บ.คณะสงฆ์เอง อาณาจักรควรทำหน้าที่ให้ความอุปถัมภ์ และอำนวยความสะดวกแก่ศาสนจักร
นอกจากนี้ ผมมองว่ารัฐบาลไม่ควรนำเรื่องนี้ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ เฉพาะผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยเพียงหน่วยงานเดียวก็ทำให้สังคมสงฆ์และประชาชนสับสนและวุ่นวายพอแล้ว ถ้าส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ก็พอเดาเค้าลางได้ออกว่าจะมีการตีความอย่างไร จะยิ่งสร้างความแตกแยกระหว่างรัฐบาลและคณะสงฆ์เพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน รัฐบาลควรไปแก้ปัญหาเรื่องอื่นดีกว่า เรื่องคณะสงฆ์ควรให้เป็นไปตามธรรมวินัยและ พ.ร.บ.สงฆ์ ประเทศชาติจะได้สงบสุขและเดินหน้าต่อไปได้

