เมื่อวันที่ 3 กันยายน นายรัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ปรึกษาประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) เปิดเผยผลการเสวนา “ฟังความรอบด้าน : การจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา” จัดโดยสถาบันคลังสมองแห่งชาติ โดยมีผู้ร่วมเสวนา อาทิ นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) นายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) นพ.อุดม คชินทร ประธานคณะทำงานเตรียมความพร้อมการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา เป็นต้น ว่า เสียงส่วนใหญ่จากที่ประชุมไม่เห็นด้วยกับสาระร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา ที่ดึงอำนาจของมหาวิทยาลัยมาไว้ที่รัฐมนตรีและปลัดกระทรวง เช่น มาตรา 45 และ 46 ที่กำหนดให้รัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติของมหาวิทยาลัย ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาใช้อำนาจผ่านสภามหาวิทยาลัย ซึ่งเสียงส่วนใหญ่มองว่าเป็นการรวบอำนาจ หรือล้วงลูก เพราะสถาบันอุดมศึกษาควรมีอิสระ
นายรัฐกรณ์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา ซึ่งเป็นกฎหมายกลางที่ใช้ในการกำกับและควบคุมเรื่องมาตรฐานและธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ทั้งมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ มหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ และมหาวิทยาลัยเอกชน เพียงแต่ให้ปรับแก้บางมาตรา เช่น ที่มา องค์ประกอบ บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ กกอ.โดยตัดบางหมวดและมาตราที่ซ้ำซ้อนกับ พ.ร.บ.ของแต่ละสถาบัน ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ นายสุรพลเห็นด้วยที่จะให้มีร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา เพื่อให้คณะกรรมการ กกอ.ทำหน้าที่ถ่วงดุลอำนาจกับสภา แต่ไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา เพราะมองว่าแต่ละมหาวิทยาลัยควรเป็นอิสระ อีกทั้งมี พ.ร.บ.และสภาของแต่ละแห่งกำกับดูแลอยู่แล้ว
“นพ.อุดมชี้แจงว่า ได้หารือ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีแล้ว เห็นด้วยกับการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา และเห็นว่าน่าจะเพิ่มเรื่องการวิจัยและการพัฒนา การสร้างนวัตกรรม หรือเป็นกระทรวงการอุดมศึกษาและการวิจัยเพื่อรองรับภารกิจไทยแลนด์ 4.0 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการให้จัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้ ฉะนั้นจากนี้ขึ้นอยู่กับ นพ.อุดมว่าจะนำผลการประชุมไปปรับแก้ร่างกฎหมายอย่างไรบ้าง” นายรัฐกรณ์กล่าว

