มรภ.บุรีรัมย์อุทธรณ์ศาลแล้วหลังให้เพิกถอนมติตั้ง’มาลิณี’อธิการฯ นักวิชาการจี้ตั้ง กก.สอบฯปมมอบดอกไม้แลกคะแนนจิตพิสัย

12.09.17 | 11:08 น.

เมื่อวันที่ 11 กันยายน นายรัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ปรึกษาประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีที่ศาลปกครองนครราชสีมามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2560 ให้เพิกถอนมติสภามหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) บุรีรัมย์ ที่แต่งตั้งนางมาลิณี จุโฑปะมา อดีตอธิการบดีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ เป็นอธิการบดี เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2560 ตามที่นายปัญญา เจริญพจน์ ผู้สมัครอธิการบดี มรภ.บุรีรัมย์ ฟ้องร้อง โดยศาลได้พิจารณาคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 37/2560 เรื่องการแก้ไขปัญหาการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษา ที่อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 กำหนดให้สถาบันอุดมศึกษามีอำนาจแต่งตั้งบุคคลใดที่มิได้เป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา มาดำรงตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดีคณบดี หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะได้ สำหรับคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามอื่นให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา และ พ.ร.บ.จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษานั้นๆ โดยศาลวินิจฉัยว่าคำสั่ง คสช.ระบุเพียงแต่งตั้งคนนอกเป็นอธิการบดีได้ แต่ไม่ได้ระบุเรื่องอายุไว้ จึงต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา คือ คนที่อายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ ไม่สามารถดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้

นายรัฐกรณ์กล่าวต่อว่า หลังศาลมีคำพิพากษา ล่าสุดทราบจากนายปัญญาว่า มรภ.บุรีรัมย์ได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลแล้ว และนายปัญญายืนยันว่าจะยื่นขอบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุดในวันที่ 1 ตุลาคมแน่นอน ซึ่งตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยการกำหนดคดี หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น พ.ศ.2560 กำหนดให้ยื่นขอบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นได้ภายใน 60 วันหลังพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ 30 วัน หรือสามารถยื่นขอบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม-พฤศจิกายน 2560

นายรัฐกรณ์กล่าวต่อว่า ส่วนที่ประชุมสภา มรภ.บุรีรัมย์ มีนายสุชาติ เมืองแก้ว นายกสภาฯ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 10 กันยายน ได้มีมติแต่งตั้งนางมาลิณี เป็นรักษาการอธิการบดี ส่วนตัวมองว่าไม่เหมาะสมและเป็นการท้าทายกฎหมาย ตนมองว่าสภา มรภ.บุรีรัมย์ควรรอคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดก่อนว่าจะให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นตามที่นายปัญญายื่นคำขอหรือไม่ หรือหากอยากเร่งแต่งตั้งรักษาการอธิการบดี สภา มรภ.บุรีรัมย์ก็ควรแต่งตั้งจากผู้ที่มีคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ และ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา อีกทั้งคำสั่ง คสช.ที่ 37/2560 ที่ให้แต่งตั้งคนนอกเป็นอธิการบดีได้นั้น ก็ไม่ได้คุ้มครองไปถึงตำแหน่งรักษาการอธิการบดีด้วย ฉะนั้น ตำแหน่งรักษาการอธิการบดียังต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาและ พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งกรณีแต่งตั้งรักษาการอธิการบดีจากผู้เกษียณฯ ก็เคยมีการฟ้องร้องในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) อีสานและ มทร.ศรีวิชัยโดยกรณี มทร.อีสาน ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเมื่อปลายปี 2559 ให้ยืนตามศาลปกครองนครราชสีมาซึ่งเป็นศาลปกครองชั้นต้นว่าให้เพิกถอนมติแต่งตั้งรักษาการอธิการบดีจากผู้เกษียณฯ เช่นเดียวกับ มทร.ศรีวิชัย ที่ศาลปกครองสงขลาก็มีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติแต่งตั้งรักษาการอธิการบดีจากผู้เกษียณฯ แต่กรณี มทร.ศรีวิชัย เจ้าตัวถอนตัวจากตำแหน่งรักษาการ จึงไม่มีการอุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่มีการพิจารณาในประเด็นนี้ โดยทั้ง 2 คดี ศาลให้เหตุผลว่าคุณสมบัติของรักษาการอธิการบดีเหมือนกับอธิการบดี โดยต้องเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาหรือพนักงานมหาวิทยาลัย

“เมื่อสภา มรภ.บุรีรัมย์ ไม่รอว่าศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นหรือไม่ ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งอยู่ในขณะนี้ สภาฯจึงควรตั้งคนที่มีคุณสมบัติถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง เพราะการรักษาการจะเข้าข่าย คำสั่ง คสช.ที่ 37/2560 ในข้อ 3 ที่ระบุว่า “มิให้นําบทบัญญัติที่เกี่ยวกับระยะเวลาในการรักษาราชการแทนผู้ดํารงตําแหน่งอธิการบดีที่บัญญัติอยู่ในกฎหมายจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษามาใช้บังคับกับการรักษาราชการแทนในระหว่างการดําเนินการสรรหาหรือดําเนินการเพื่อแต่งตั้งผู้ดํารงตําแหน่งดังกล่าว” เท่ากับแต่งตั้งผู้เกษียณฯ นั่งรักษาการอธิการบดีเกิน 180 วันได้” นายรัฐกรณ์กล่าว และว่า ส่วนกรณีที่มีไลน์เผยแพร่ตามสื่อกรณีที่มีการเชิญชวนนักศึกษา มรภ.บุรีรัมย์ให้ไปมอบดอกไม้ให้นางมาลิณี โดยมีคะแนนจิตพิสัยให้นั้น ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ มรภ.บุรีรัมย์จึงควรตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ถ้าจริง ถือว่าผิดต่อจรรยาบรรณข้าราชการและจรรยาบรรณวิชาชีพครู สร้างความเสียหายแก่อุดมศึกษา