เมื่อวันที่ 12 กันยายน นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการอิสระฯ ว่า ที่ประชุมได้ประมวลสิ่งที่พบจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามในภูมิภาคต่างๆนำมาวางระบบการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะเรื่อง ความเป็นนิติบุคคล ซึ่งเท่าที่ดูมีคำตอบที่ค่อนข้างชัดแล้วว่าจะต้องมีการกระจายอำนาจ ให้มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ เช่น เรื่องการบริหารจัดการวิชาการ ที่เป็นกรอบเดียวใช้ทั้งประเทศ ไม่ตรงกับความต้องการของโรงเรียน ในส่วนนี้โรงเรียนจะต้องมีเสรีภาพในการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดความหลากหลายและคล่องตัวขณะเดียวกันก็ต้องมีเกณฑ์คุณภาพที่เป็นมาตรฐานกลางด้วย แต่ต้องมีความยืดหยุ่น ส่วนเรื่องสิ่งก่อสร้าง การเงิน บัญชี การบริหารงานบุคคล โรงเรียนแต่ละแห่งอาจไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะจัดการทั้งหมดได้ รูปแบบที่เป็นไปได้ คือเป็นการรวมกลุ่มของโรงเรียนรวมกันบริหาร สิ่งต่างๆเหล่านี้คณะกรรมการอิสระฯจะนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างต่อไป
นพ.จรัส กล่าวต่อว่า ส่วนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดให้ออกกฏหมายกองทุนช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และส่งเสริมพัฒนาครูอาจารย์ ภายใน 1 ปี นั้น ขณะนี้คณะอนุกรรมการกองทุน ได้ยกร่าง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เสร็จแล้ว และจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการอิสระฯ ในวันที่ 19 กันยายนนี้
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการอิสระฯ ประธานคณะอนุกรรมการกองทุน กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.กองทุนฯ จะพูดถึงแหล่งที่มาของเงินกองทุน เช่น งบประมาณแผ่นดิน เปิดช่องให้หาเงินทุนในรูปแบบต่างๆ เช่น การออกสลากกินแบ่งรัฐบาล การรับเงินบริจาคจากภาคเอกชน โดยมีการลดหย่อนภาษีให้ เป็นต้น ทั้งนี้ตนขอให้ครู ผู้บริหารการศึกษา นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไปร่วมตอบแบบสอบถามแสดงความคิดเห็น แนวทางการจัดตั้งกองทุน ทางเว็ปไซต์ของสำงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เพื่อนำความคิดเห็นมาปรับปรุงร่างต่อไป

