ป.ป.ช.ชงข้อเสนอป้องกันทุจริตในมหา’ลัยปรับนโยบาย-กฎหมาย-วางระบบประเมินใหม่

12.09.17 | 18:22 น.

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ รับทราบรายงานผลสรุปข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตในการจัดการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา (มหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต) ของกระทรวงศึกษา(ศธ.) ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีข้อเสนอแนะให้ศธ.ไปพิจารณาร่วมกับ 5 หน่วยงาน คือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)กระทรวงยุติธรรม(ยท.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) ใน 3 ประเด็น คือ1. ด้านนโยบายและการบริหาร โดยให้ศธ.วางนโยบายโดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญในการควบคุม การเปิดหลักสูตรในระดับบัณฑิตศึกษา พร้อมกับทบทวนโครงสร้างหลักสูตร เพื่อป้องกันกันการเปิดหลักสูตรในลักษณะธุรกิจทางการศึกษา 2.ด้านการแก้ไข ปรับปรุงพ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เช่น กำหนดองค์ประกอบจำนวนกรรมการสภามหาวิทยาลัย จัดทำรายชื่อกรรมการสภาฯ ผู้ทรงคุณวุฒิ กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการสภาฯ ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน และ3.ด้านการประเมินคุณภาพมาตรฐานการศึกษาและการจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้ง ให้หารือกับสมศ.สร้างกลไกการประเมินที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อน มีระบบติดตามการประเมินคุณภาพการศึกษาที่เข้มแข็ง มีบทลงโทษอย่างชัดเจน

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ศธ.ได้เสนอรายงานผลการพิจารณา ดังนี้ ด้านนโยบายและการบริหาร สกอ.ได้จัดทำประกาศศธ. เรื่องเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ.2558 เพิ่มคุณสมบัติอาจารย์ประจำหลักสูตร อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ โครงสร้างหลักสูตร รวมทั้งวิธีการตีพิมพ์วิทยานิพนธ์ที่เข้มแข็งมากขึ้น หลักสูตรที่ได้รับอนุมัติจากสถาบันต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่สกอ.กำหนด หากไม่สอดคล้องสกอ.จะส่งให้สถาบันกลับไปปรับปรุง หลักสูตรที่สอดคล้องจะส่งให้สำนักงานข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)เพื่อนรับรองคุณวุฒิและกำหนดอัตราเงินเดือน ติดตามข้อมูลการดำเนินงาน หากไม่เป็นไปตามที่กำหนด หรือรับนักศึกษาเกินให้ปรับปรุงแก้ไข รวมถึงให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการศธ.สั่งการได้ ดังนี้ งดรับนักศึกษาในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง หรือทุกสาขาวิชา เพิกถอนการรับรองวิทยฐานะ และเพิกถอนใบอนุญาตและให้สั่งการตั้งคณะกรรมการควบคุมสถาบันเอกชน ที่จัดการศึกษาไม่มีคุณภาพได้ รวมถึงกำหนดบทลงโทษทั้งทางแพ่ง อาญา และวินัย กรณีอนุมัติหลักสูตรไม่เป็นไปตามเกณฑ์ และรับนักศึกษามากกว่าแผนที่กำหนด

ผู้สื่อข่าวรายงานต่ออีกว่า สำหรับข้อ 2.การแก้ไข ปรับปรุงพ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาของรัฐนั้น ปัจจุบันกำหนดให้ดำรงตำแหน่งวาระ 3 ปี แต่ไม่ได้ห้ามให้เป็นเกิน 2 วาระ และประเด็นที่3 ศธ.เสนอว่า ปัจจุบันสกอ.และสมศ.สร้างกลไกประเมินคุณภาพการศึกษาที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ให้สภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง รายงานผลการจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้งให้สกอ. ทราบเป็นระยะ ขณะที่สมศ. นอกจากประเมินสถานศึกษาตามปกติแล้ว ควรมีการประเมินสถาบันการศึกษา ที่เปิดสอนนอกสถานที่ตั้งเป็นพิเศษด้วย โดยสกอ. มีการตรวจประเมินการจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้งทุกหลักสูตร ในทุกๆ 5 ปี ทั้งนี้ 5 หน่วยงาน มีความเห็นร่วมกันว่า ควรจัดทำฐานข้อมูลกลาง โดยเฉพาะแนวโน้มความต้องการกำลังคนของประเทศ ความต้องการของตลาดแรงงาน อาชีพที่อาจถูกเครื่องจักรกลมาแทนที่หลักสูตรที่เปิดสอน แล้วแบ่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องใช้ประโยชน์ร่วมกัน