เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) นายชูพินิจ เกษมณี หนึ่งในคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง เปิดเผยภายหลังทวงถามความคืบหน้าจากรัฐมนตรีว่าการ วธ. กรณีที่ได้ส่งหนังสือเรื่องขอให้จัดการประชุมคณะกรรมการอำนวยการ ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 เรื่องแนวนโยบายและปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง เห็นชอบตามที่ วธ.เสนอดังนี้ 1.หลักการแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง และ 2.มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำนโยบายไปปฏิบัติใน 5 ประเด็น ได้แก่ อัตลักษณ์ ชาติพันธุ์และวัฒนธรรม, การจัดการทรัพยากร, สิทธิในสัญชาติ, การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม และการศึกษา แต่ยังไม่มีความคืบหน้า โดยมีแกนนำชุมชนกะเหรี่ยงทั่วประเทศร่วมทวงถามความคืบหน้า โดยมี น.ส.วิมลลักษณ์ ชูชาติ รองปลัด วธ.เป็นผู้รับเรื่อง ว่า อยากให้ วธ.ช่วยเรื่องการประกาศเขตพื้นที่ทางวัฒนธรรมพิเศษ ที่เดิมเคยประกาศพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษตามมติ ครม. วันที่ 3 สิงหาคม 2553 ใน 4 พื้นที่ ได้แก่ จ.เชียงใหม่, ตาก, เชียงราย และกาญจนบุรี และภายหลังจากนั้นเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมได้ประสานกับชุมชนกะเหรี่ยงในพื้นที่ต่างๆ ประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษเพิ่มเติมขึ้นเองอีก 6 แห่ง โดยไม่มีเอกสารอย่างเป็นทางการจากกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

นายชูพินิจกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาไม่มีการประชุมคณะกรรมการชุดดังกล่าว เพื่อหารือแนวทางมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 จนกระทั่งมีการตั้งกรรมการชุดใหม่เมื่อเร็วๆ นี้โดยใช้ชื่อเหมือนกัน แต่สังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ การที่ไม่มีการประชุมเลยส่งผลให้การผลักดันงานในพื้นที่มีปัญหาอย่างมาก เพราะไม่สามารถประสานงานกับกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ เพราะไม่มีต้นเรื่องจากหน่วยงานที่สังกัด ขณะเดียวกันการตั้งคณะกรรมการชุดเก่าตั้งตามตัวบุคคลไม่ได้ตั้งโดยตำแหน่ง ทำให้มีกรรมการหลายท่านพ้นจากตำแหน่งไปจำนวนมาก เพราะฉะนั้นทางเครือข่ายจึงอาจยุบรวมคณะกรรมการไปอยู่ในกรรมการชุดใหม่ที่สังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีคณะกรรมการครอบคลุมทุกด้านมากกว่า โดยเฉพาะด้านการแก้ปัญเรื่องที่ดิน ที่ทำกิน
“ชุมชนกะเหรี่ยงส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ป่า และมีวัฒนธรรมการทำไร่หมุนเวียน ซึ่งกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ได้ประกาศให้พื้นที่ทำไร่หมุนเวียนขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางภูมิปัญญาของชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 แล้ว แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมากลับมีประกาศของกระทรวงต่างๆ และนโยบายใหม่ๆ ออกมาส่งผลให้เกิดผลกระทบ เช่น ประกาศของ ทส.ที่กำหนดเขตพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะไม่อนุญาตให้เข้าไปอยู่อาศัย ซึ่งมาทับซ้อนเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษของบางชุมชน ขณะเดียวกันมีการประกาศพื้นที่อุทยานแห่งชาติในหลายพื้นที่ ซึ่งทับซ้อนกับชุมชนกะเหรี่ยงเช่นเดียวกัน ซึ่งยังไม่รวมถึงนโยบายทวงคืนผืนป่า ซึ่งทับซ้อนพื้นที่ไร่หมุนเวียน จากที่เคยประกาศไว้ประมาณ 20,000 ไร่ ขณะนี้เหลือเพียง 400 ไร่” นายชูพินิจกล่าว
ด้าน น.ส.วิมลลักษณ์กล่าวว่า จะนำเรียนรัฐมนตรีว่าการ วธ. ทั้งนี้เรื่องการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการนั้น กรรมการชุดดังกล่าวมีรัฐมนตรีว่าการวธ.เป็นประธาน ถ้าจะยกเลิกต้องหารือกับรัฐมนตรีว่าการ วธ.ก่อน ส่วนประเด็นพื้นที่ทำกินทับซ้อนจนเหลือ 400 ไร่ จะต้องศึกษากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนโดยเฉพาะ สวธ.


