เมื่อวันที่ 24 กันยายน นายรัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ปรึกษาประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีกระแสข่าวว่ากลุ่มผู้เกษียณอายุราชการได้เคลื่อนไหวให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)เสนอพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เกี่ยวกับการแต่งตั้งอธิการบดีจากคนนอกหรือผู้เกษียณอายุราชการได้ โดยรอบนี้เพิ่มเติมเนื้อหากำหนดให้ผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไปสามารถดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้ ทั้งนี้เพื่ออุดช่องโหว่จากคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 37/2560 เรื่องการแก้ไขปัญหาการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษา ฉบับก่อนที่ระบุแค่ว่า “ให้สถาบันอุดมศึกษามีอำนาจแต่งตั้งบุคคลใดที่มิได้เป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา มาดำรงตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดีคณบดี หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะได้ สำหรับคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามอื่นให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา และ พ.ร.บ.จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษานั้นๆ” โดยคำสั่งคสช.ดังกล่าวส่งผลให้ศาลปกครองนครราชสีมาพิพากษาคดีของสภามาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)บุรีรัมย์ว่าคำสั่ง คสช.ระบุเพียงแต่งตั้งคนนอกเป็นอธิการบดีได้ แต่ไม่ได้ระบุเรื่องอายุไว้ จึงต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา คือ คนที่อายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ ไม่สามารถดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้ ฉะนั้นศาลจึงมีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมสภามรภ.บุรีรัมย์เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2560 ในวาระพิจารณาเลือกอธิการบดีมรภ.บุรีรัมย์และเพิกถอนประกาศของสภามรภ.บุรีรัมย์เรื่องผลการเลือกอธิการบดีมรภ.บุรีรัมย์ลงวันที่ 30 มกราคม 2560 โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่มีมติและประกาศดังกล่าว
“ผลจากการคำพิพากษาของศาลปกครองนครราชสีมาดังกล่าว ส่งผลให้กลุ่มอธิการบดีผู้เกษียณเกิดการเคลื่อนไหว มีข่าวรั่วออกมาว่ามีการประชุมคณะกรรมการในสกอ.เมื่อเร็วๆ นี้ และสกอ.ได้มีการเสนอเรื่องไปยังนายกรัฐมนตรีแล้ว และนายกฯ ได้ส่งเรื่องให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)พิจารณาถ้อยคำเพื่อให้เกิดความรอบคอบ ถ้าเป็นจริงตามกระแสข่าว ก็น่ากังวลว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งเป็นสมาชิกคสช. ขณะเดียวกันยังเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย แถมเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)สุวรรณภูมิ ที่กำลังถูกฟ้องร้องในคดีแต่งตั้งอธิการบดีจากผู้เกษียณซึ่งศาลปกครองกลางได้นัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 29 กันยายนนี้ด้วย หากคสช.ออกคำสั่งตามมาตรา 44 ให้แต่งตั้งผู้เกษียณเป็นอธิการบดีได้ จะกลายเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ เป็นการลบล้างอำนาจศาลเพื่อปกป้องตนเองหรือไม่ เพราะกลายเป็นว่าผู้ถูกฟ้องออกคำสั่งคสช.เพื่อช่วยตัวเองให้หลุดคดีหรือไม่ เพราะผมเชื่อแน่ว่าถ้าคสช.ออกคำสั่งตามมาตรา 44 ก่อนวันที่ 29 กันยายน ศาลปกครองกลางก็ต้องนำมาประกอบการพิจารณาและคงพิพากษาให้เป็นคุณต่อสภา” นายรัฐกรณ์ กล่าวและว่า ในวันที่ 29 กันยายน นอกจากศาลปกครองกลางจะนัดอ่านคำพิพากษาของคดีมทร.สุวรรณภูมิแล้ว ยังนัดอ่านคำพิพากษาของอีก 2 คดีคือมรภ.เทพสตรีและมรภ.ธนบุรี โดยในส่วนของมรภ.เทพสตรีซึ่งมีการฟ้องร้องก่อนมรภ.ธนบุรีและมทร.สุวรรณภูมินั้น ก่อนนี้ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาให้ทุเลาบังคับคดีในมติแต่งตั้งอธิการบดีจากผู้เกษียณ
นายรัฐกรณ์กล่าวต่อว่า อีกเหตุผลที่เสริมให้กระแสข่าวดังกล่าวมีน้ำหนัก คือกรณีที่สภามรภ.อุดรธานี ยังคงยืนยันแต่งตั้งนายจรูญ ถาวรจักร์ อายุ 75 ปีเป็นอธิการบดี ทั้งที่ก่อนนี้สกอ.ทำหนังสือถึงสภามรภ.อุดรธานีเพื่อขอให้สรรหาอธิการบดีใหม่เนื่องจากกระบวนการสรรหาผิดขั้นตอนซึ่งมิชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อสภาสรรหาใหม่ ก็ยังคงมีมติแต่งตั้งนายจรูญ เป็นอธิการบดีเมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา ทำให้ดูคล้ายเหมือนว่าทั้งสภามรภ.อุดรธานีและนายจรูญมั่นใจว่ามติสภาที่แต่งตั้งอธิการบดีจากผู้เกษียณจะไม่มีปัญหา เหมือนว่าคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่จะออกมาจะช่วยได้ ทั้งนี้ก่อนนี้นายจรูญ เคยปฏิบัติหน้าที่อธิการบดีมรภ.สุรินทร์ และนายกสภามรภ.วไลยอลงกรณ์ แต่ได้ลาออกจากทั้ง 2 ตำแหน่งเพื่อมารับสรรหาเป็นอธิการบดีมรภ.อุดรธานี

