เมื่อวันที่ 25 กันยายน นายรัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ปรึกษาประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ทปสท.ได้จัดประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องเร่งด่วนกรณีที่ คสช.มีคำสั่งที่ 37/2560 ตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 โดยมีสาระสำคัญคือให้สถาบันอุดมศึกษาที่เป็นส่วนราชการสามารถแต่งตั้งผู้บริหารตั้งแต่อธิการบดีจนถึงระดับหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเทียบเท่าคณะจากคนนอกที่ไม่ใช่ข้าราชการพลเรือนหรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา โดยมุ่งหวังให้สถาบันอุดมศึกษาที่เป็นส่วนราชการสามารถแต่งตั้งคนที่เกษียณอายุราชการเป็นอธิการบดีหรือผู้บริหารอื่นได้ ซึ่งก่อให้เกิดกระแสการคัดค้านจากนักวิชาการ คณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทั้งมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ รวมทั้งมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐจากกลุ่มภาคใต้ และภาคเหนือที่เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นการแทรกแซงการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษา โดยได้ออกแถลงการณ์คัดค้านและล่ารายชื่อคัดค้านไปก่อนหน้านี้แล้ว กระทั่งต่อมาศาลปกครองนครราชสีมาได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติสภามหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) บุรีรัมย์ ที่มีมติแต่งตั้งอธิการบดีจากผู้เกษียณ เนื่องจากแม้คำสั่ง คสช.ให้แต่งตั้งคนนอกเป็นอธิการบดีได้ แต่ไม่ได้กำหนดเรื่องอายุ จึงต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) คือคนที่อายุเกิน 60 ปีเป็นอธิการบดีไม่ได้ ทั้งนี้ เป็นที่มาที่ทำให้เกิดกระแสข่าวว่ามีการเคลื่อนไหวจากกลุ่มอธิการบดีผู้เกษียณเสนอให้รัฐบาลออกคำสั่ง คสช.ตามมาตรา 44 ฉบับที่ 2 โดยกำหนดเพิ่มเติมในเรื่องอายุ
นายรัฐกรณ์กล่าวต่อว่า ในส่วนของ ทปสท.คัดค้านเรื่องดังกล่าวมาแต่ต้นเพราะขัดต่อกฎหมาย ลบล้างอำนาจศาล ทำลายระบบธรรมาภิบาล และถึงแม้ คสช.จะออกคำสั่งโดยใช้อำนาจตามมาตรา 44 ให้สามารถแต่งตั้งคนเกษียณได้ แต่ก็จะมีปัญหาเรื่องการบริหารงานบุคคลตามมาอีก เช่น เรื่องเงินเดือนค่าตอบแทน วินัยจรรยาบรรณ การบังคับบัญชา ฯลฯ เนื่องจากสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นส่วนราชการ พ.ร.บ.จัดตั้ง กำหนดให้ต้องบริหารงานบุคคลตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ดังนั้น ทปสท.จึงได้จัดประชุมเพื่อแถลงคัดค้านและดำเนินการล่ารายชื่อทั้งจากสถาบันที่เป็นสมาชิก และเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ คาดว่าจะรวบรวมและนำรายชื่อผู้คัดค้านการออกคำสั่ง คสช.โดยใช้อำนาจตามมาตรา 44 ให้แต่งตั้งคนเกษียณเป็นอธิการบดีหรือผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นส่วนราชการเสนอต่อนายกรัฐมนตรีได้ในเร็วๆ นี้
ด้านนายฉัตรชาย ศุภจารีรักษ์ ประธาน ทปสท. กล่าวว่า ทปสท.ได้ล่ารายชื่อคณาจารย์และข้าราชการจากกลุ่ม มรภ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) และมหาวิทยาลัยรัฐทั่วประเทศ เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านเรื่องดังกล่าวต่อนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) โดยขณะนี้มีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนแล้วกว่า 600 รายแล้ว ทปสท.ยืนยันว่าไม่ได้มีความเห็นแย้งกับคำสั่ง คสช.ที่ 37/2560 แต่ไม่เห็นด้วยที่จะให้ผู้ที่อายุ 60 ปี หรือผู้ที่เกษียณอายุราชการแล้วมาเป็นอธิการบดี เพราะจะทำให้การบริหารงานในมหาวิทยาลัยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังเห็นได้จากคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดกรณี มทร.อีสาน ที่มีคำพิพากษาให้ยืนตามคำตัดสินของศาลปกครองชั้นต้นคือให้เพิกถอนคำสั่งสภา มทร.อีสาน ที่แต่งตั้งรักษาการอธิการบดีจากผู้เกษียณ เช่นเดียวกับ มทร.ศรีวิชัย ที่ศาลปกครองสงขลามีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งสภา มทร.ศรีวิชัยที่แต่งตั้งรักษาการอธิการบดีจากผู้เกษียณ และล่าสุดศาลปกครองนครราชสีมามีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติสภา มรภ.บุรีรัมย์ที่แต่งตั้งอธิการบดีจากผู้เกษียณ และตนเชื่อว่าศาลปกครองสูงสุดก็น่าจะมีคำพิพากษาไปในทางเดียวกัน ขณะที่ในคำสั่ง คสช.ที่ 37/2560 กำหนดว่าคุณสมบัติและคุณลักษณะต้องห้ามอื่นให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ก.พ.อ.และกฎหมายจัดตั้งสถาบันนั้นๆ ซึ่งใน พ.ร.บ.ก.พ.อ.กำหนดชัดเจนว่าข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษา ที่มีตำแหน่งทางวิชาการ รองศาสตราจารย์ (รศ.) ดร. และศาสตราจารย์ (ศ.)ที่เกษียณอายุราชการแล้ว หากมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องต่ออายุราชการ ก็ให้ต่อได้ถึง 65 ปี แต่จะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งบริหารไม่ได้ คือทำหน้าที่สอนและวิจัยได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถเป็นอธิการบดีได้
“ไม่อยากให้รัฐบาลออกคำสั่งคสช.เพื่อแก้ปมเรื่องนี้ เพราะในคำสั่ง คสช.ที่ 37/2560 ไม่ได้กำหนดเรื่องอายุไว้ กำหนดเพียงให้คนนอกนั่งเป็นอธิการบดีได้ และให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ก.พ.อ. และกฎหมายจัดตั้งสถาบันนั้นๆ ซึ่งชัดเจนว่า ผู้เกษียณและไม่ได้เป็นข้าราชการพลเรือนจะดำรงตำแหน่งอธิการบดีไม่ได้ ส่งผลกระทบกับอธิการบดีปัจจุบันและผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นอธิการบดี ที่อายุเกิน 60 ปี ว่าอาจจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่น่าจะมีสิทธิบริหารจัดการมหาวิทยาลัยของรัฐที่เป็นส่วนราชการได้ อีกทั้งยังอาจเป็นความเสียหายที่ส่อไปในทางทุจริตงบประมาณแผ่นดินและเงินรายได้ที่เก็บจากนักศึกษา เพราะหากตั้งผู้ที่เกษียณเป็นอธิการบดี สภาจะต้องออกข้อบังคับใหม่ว่าด้วยค่าตอบแทนให้กับอธิการบดีที่ไม่ใช่ข้าราชการพลเรือน ซึ่งมีทั้งเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินค่ารถประจำตำแหน่ง เดือนหนึ่งกว่า 2.5 แสนบาท ซึ่งสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หลายเท่า ขณะเดียวกันผู้ที่เกษียณเหล่านี้ยังได้รับเงินบำเหน็จ บำนาญด้วย เท่ากับรับเงิน 2 ทางซึ่งถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้รัฐเสียหายปีละหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งเท่าที่ทราบมีผู้เกษียณเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการประมาณ 33 แห่ง และได้รับการสรรหาอยู่ในขั้นตอนการเสนอชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ อีกหลายแห่ง” นายฉัตรชายกล่าว
ด้านนางมาลิณี จุโฑปะมา รักษาการอธิการบดี มรภ.บุรีรัมย์ ให้สัมภาษณ์กรณีมีข่าวว่าจะมีการประชุมสภา มรภ.บุรีรัมย์วันนี้เพื่อทบทวนมติแต่งตั้งตนว่า มีการประชุมสภาวันนี้จริง แต่เป็นวาระปกติ ไม่มีเรื่องทบทวนการแต่งตั้งตนแต่อย่างใดเพราะเรื่องนี้จบไปนานแล้ว

