สกอ.ปัดดันม.44ตั้งคนนอกฉบับ2 เมินทปสท.เคลื่อนไหวต้าน ‘ปัญญา’เล็งยื่นบังคับคดีปมมรภ.บุรีรัมย์2ต.ค.นี้

27.09.17 | 14:44 น.

เมื่อวันที่ 26 กันยายน นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวถึงกระแสข่าวกรณีกลุ่มอธิการบดีผู้เกษียณอายุราชการเคลื่อนไหวกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)เพื่อให้เสนอนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว)พ.ศ.2557 ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เพิ่มเติม เพื่อให้ผู้ที่อายุเกิน 60 ปีสามารถเป็นอธิการบดีและตำแหน่งผู้บริหารอื่นได้นั้นว่า ตนไม่ทราบเรื่องนี้ อีกทั้งการออกคำสั่งครั้งแรก สกอ.ก็ไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการ ส่วนตัวขอให้ยึดพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ซึ่งมาตรา 18, 26 , 27 กำหนดว่า ผู้ที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันอุดมศึกษา ไม่ว่าจะเป็นอธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี จะเป็นข้าราชการหรือไม่ก็ได้ ซึ่งหมายความว่าผู้ที่ไม่ใช่ข้าราชการก็อาจเป็นผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปก็ได้ เพียงแต่ในคำสั่งคสช.ฉบับแรก เขียนโดยผนวกทั้ง 3 มาตราไว้ด้วย ซึ่งตรงนี้อยู่ที่คนตีความ

นายสุภัทร กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ทางกลุ่มประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) อ้างคำสั่งศาลปกครองสูงสุดกรณีมีคำพิพากษาให้ยืนตามคำตัดสินของศาลปกครองชั้นต้น คือให้เพิกถอนคำสั่งของสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)อีสาน ที่แต่งตั้งรักษาการอธิการบดีเนื่องจากไม่มีสถานภาพเป็นข้าราชการหรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษานั้น ตนอยากให้ไปอ่านคำสั่งศาลให้ดี เพราะที่ศาลสั่งให้เพิกถอนคำสั่งสภามทร.อีสาน เพราะวินิจฉัยเรื่ององค์ประกอบที่ประชุมสภามทร.อีสานไม่ถูกต้อง ไม่เกี่ยวกับเกษียณอายุราชการ ส่วนกรณีของมรภ.บุรีรัมย์ ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนมติสภามหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)บุรีรัมย์ ที่แต่งตั้งอธิการบดีนั้น ก็เป็นการตัดสินเฉพาะบุคคล เฉพาะกรณี ไม่เกี่ยวข้องกับกรณีอื่น การสรรหาอธิการบดี เป็นอำนาจของสภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง สกอ.ไม่มีอำนาจไปแต่งตั้ง ดังนั้นต้องไปถามสภาแต่ละแห่ง ซึ่งแต่ละแห่งก็มีระเบียบข้อบังคับที่ต่างกัน ส่วนกรณีที่มีการรวบรวมรายชื่อคณาจารย์และข้าราชการเพื่อยื่นหนังสือคัดค้านมาตรา 44 นั้น ก็ไม่เป็นไร ส่วนตัวจะยึดพ.ร.บ.ก.พ.อ.เป็นหลัก

นายปัญญา เจริญพจน์ อดีตคณบดีคณะเทคโนโลยีการเกษตร ผู้สมัครอธิการบดีมรภ.บุรีรัมย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีศาลปกครองนครราชสีมามีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติสภาที่มีมติแต่งตั้งนางมาลิณี จุโฑปะมา อดีตอธิการบดีผู้เกษียณ ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีโดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่สภามีมติ คือวันที่ 30 มกราคม 2560 ว่า หลังจากสภายื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2560 ตอนนี้ตนอยู่ระหว่างการขอคัดสำเนาคำอุทธรณ์จากศาลเพื่อนำมายื่นคัดค้านรวมถึงเพื่อยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อขอให้พิจารณาบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ซึ่งตนยืนยันว่าเมื่อครบกำหนดตามเงื่อนเวลาหรือหลังครบกำหนดการยื่นอุทธรณ์ 30 วัน ตนจะยื่นคัดค้านการอุทธรณ์รวมถึงขอบังคับคดีในวันที่ 2 ตุลาคมนี้ทันที

นายปัญญา กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าสภามรภ.บุรีรัมย์มีมติเมื่อวันที่ 10 กันยายนให้แต่งตั้งนางมาลิณี เป็นรักษาการอธิการบดีนั้น ชี้แจงว่าในการประชุมสภาเมื่อวันที่ 10 กันยายนไม่มีวาระการแต่งตั้งรักษาการอธิการบดี โดยสภาถือว่ามติสภาที่แต่งตั้งนางมาลิณี เป็นรักษาการอธิการบดีในทันทีที่พ้นวาระการดำรงตำแหน่งอธิการบดีเนื่องจากครบวาระนั้น ยังคงมีผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันโดยอ้างถึงคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 37/2560 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2560 ในข้อ 3 ที่ระบุว่า “มิให้นําบทบัญญัติที่เกี่ยวกับระยะเวลาในการรักษาราชการแทนผู้ดํารงตําแหน่งอธิการบดีที่บัญญัติอยู่ในกฎหมายจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษามาใช้บังคับกับการรักษาราชการแทนในระหว่างการดําเนินการสรรหาหรือดําเนินการเพื่อแต่งตั้งผู้ดํารงตําแหน่งดังกล่าว” หรือสภาสามารถตั้งรักษาการอธิการบดีได้เกิน 180 วัน ซึ่งส่วนตัวมองว่าไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสมอย่างยิ่งเพราะถือว่าขัดคำพิพากษาของศาลปกครองนครราชสีมาที่มีคำพิพากษาว่าผู้ที่จะดำรงตำแหน่งอธิการบดีจะมีอายุเกิน 60 ปีไม่ได้ ซึ่งอธิการบดีและรักษาการอธิการบดีกำหนดคุณสมบัติเหมือนกัน

ด้านนายรัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ปรึกษาทปสท. กล่าวว่า กรณีแต่งตั้งรักษาการอธิการบดีได้เกิน 180 วันตามคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 37/2560 ในข้อ 3 นั้น ไม่น่ามีผลย้อนหลัง โดยกรณีแต่งตั้งรักษาการอธิการบดีก่อนวันที่ 8 สิงหาคมที่คำสั่ง คสช.ออก เมื่อครบ 180 วันที่รักษาการแล้ว ก็ต้องแต่งตั้งใหม่

Advertisement