หมายเหตุ มติชน : นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) ระบุว่า พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา(ก.พ.อ.) โดยมาตรา 18, 26, 27 กำหนดว่า ผู้ที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันอุดมศึกษาไม่ว่าจะเป็นอธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี ฯลฯ จะเป็นข้าราชการหรือไม่ก็ได้ ซึ่งหมายความว่าผู้ที่ไม่ใช่ข้าราชการก็อาจเป็นผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปก็ได้นั้น นายรัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ปรึกษาประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) ได้ให้ความเห็นข้อกฎหมายในมุมมองส่วนตัว “มติชน” เห็นว่าน่าสนใจจึงนำเสนอ ดังนี้
๐สาระตามมาตรา 18 แห่งพ.ร.บ.ก.พ.อ.
“ไม่ทราบว่าเลขาธิการกกอ. ได้อ่านกฎหมายดังกล่าวละเอียดหรือไม่ เพราะมาตรา 4 ระบุว่าข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หมายความว่า บุคคลที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ได้รับราชการตามพ.ร.บ.นี้ โดยได้รับเงินเดือนจากงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบัน, มาตรา 18 (ข) ตำแหน่งประเภทผู้บริหาร ได้แก่ (1) อธิการบดี เรื่อยไปจนถึง (8) ตำแหน่งอื่นตามที่ก.พ.อ.กำหนด การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารตาม ข (1) (2) (3) (4) (5) หรือ(6) ให้เป็นไปตามพ.ร.บ.จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษานั้นๆ กรณีตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยราชภัฏนั้น เป็นไปตามพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547 มาตรา 18(8) และมาตรา 28-29 แต่เมื่อแต่งตั้งแล้วการบริหารงานบุคคล ต้องดำเนินการตามมาตรา 18(13) ให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณาดำเนินการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา และมาตรา 55 ของพ.ร.บระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 55 ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาออกจากราชการเมื่อ (2) พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ คือ เกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และมาตรา 49 วรรค 4 ในกรณีอธิการบดีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย คำว่าผู้บังคับบัญชาตามมาตรานี้ ให้หมายถึงผู้บังคับบัญชาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และมาตรา 30 วรรค 4 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบบริหารกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 บัญญัติว่า ให้เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาซึ่งรับผิดชอบบังคับบัญชาสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาตามมาตรา 10(5) เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในสถานศึกษาของรัฐในสังกัดที่เป็นนิติบุคคลที่จัดการศึกษาระดับปริญญา ซึ่งก็รวมถึงอธิการบดีด้วย”

๐มาตรา 26-27 แห่งพ.ร.บ.ก.พ.อ.
“ส่วนมาตรา 26 และ 27 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ที่นายสุภัทร อ้างถึงนั้น มาตรา 26 เป็นการระบุให้ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาผู้ใดไปดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหารให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง และมาตรา 27 ในกรณีที่มีการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหารตามมาตรา 26 วรรคหนึ่งจากบุคคลที่ “มิได้เป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา” เงินเดือน เงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มพิเศษของผู้ดำรงตำแหน่ง ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง *ประเด็นคือ บุคคลที่มิได้เป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบัน หาใช่คนที่เกษียณอายุราชการแล้วตามที่หลายคนเข้าใจไม่* เพราะในมาตรา 32(3) ในพ.ร.บ. เดียวกันสามารถรับโอนข้าราชการอื่นที่ *”มิใช่ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา”* ให้มาดำรงตำแหน่งผู้บริหารได้ด้วย รวมถึงในพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ฉบับที่ 2 พ.ศ.2551 มาตรา 65/2 ยังระบุให้สามารถแต่งตั้งพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา ให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้แม้ว่าคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ 37/2560 เรื่องการแก้ไขปัญหาการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษา จะระบุให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถแต่งตั้งบุคคลที่ไม่ใช่ข้าราชการหรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาดำรงตำแหน่งผู้บริหารได้ แต่คำสั่งดังกล่าวยังระบุคุณสมบัติต้องห้ามอื่นให้เป็นไปตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา และพ.ร.บ.จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษานั้นๆ ดังนั้นคนที่อายุเกิน 60 ปีจึงไม่สามารถแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารได้ ซึ่งก็ชัดเจนเป็นไปตามคำพิพากษาศาลปกครองนครราชสีมา ”
๐คำพิพากษาศาลปกครองนครราชสีมาตัดสินเฉพาะบุคคล?
“ประเด็นที่อ้างว่าคำพิพากษาศาลปกครองตัดสินเฉพาะบุคคลนั้น ก็จริง แต่ในเมื่อเป็นประเด็นกฎหมายที่ไม่ซับซ้อน เมื่อศาลตัดสินว่านาย ก อายุเกิน 60 ปีไม่สามารถดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้ จะเป็นนาย ข หรือนาย ฮ ถ้าอายุเกิน 60 ปี ที่อยู่ภายใต้พ.ร.บ.เดียวกัน ก็คงไม่สามารถดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้เช่นกัน สำหรับประเด็น การแต่งตั้งรักษาการนั้น ในเมื่อตำแหน่งอธิการบดีกับตำแหน่งรักษาการใช้คุณสมบัติเดียวกัน เมื่ออธิการบดีไม่ได้ รักษาการก็ไม่ได้เช่นกัน ส่วนที่อ้างกรณีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)อีสานนั้น อยากให้ไปอ่านคำพิพากษาให้ละเอียดตั้งแต่ศาลชั้นต้น เขาฟ้อง 2 ประเด็นคือเรื่องการแต่งตั้งผู้เกษียณอายุราชการให้รักษาการในตำแหน่งอธิการบดี กับเรื่ององค์ประกอบสภาซึ่งศาลปกครองนครราชสีมา พิพากษาว่าผิดทั้งสองประเด็น แต่ศาลปกครองสูงสุดหยิบเพียงประเด็นองค์ประกอบมาอภิปราย แต่ตอนท้ายก็สรุปชัด “เห็นพ้องกับศาลปกครองนครราชสีมา พิพากษายืน” ซึ่งประเด็นเรื่องเกษียณอายุราชการ คำพิพากษาก็สอดคล้องกันทั้งศาลปกครองสงขลา กรณีมทร.ศรีวิชัย รวมทั้งคำสั่งทุเลาของศาลปกครองกลาง กรณี มรภ.เทพสตรี อีกด้วย”

