‘พระ-นักวิชาการ’ ขานรับจัดระเบียบวงการสงฆ์ หนุนพระ-เณรปฏิบัติตาม ‘ไพบูลย์’ แนะวัดแสดงบัญชีรับ-จ่ายด้วย

2.10.17 | 13:28 น.

 

จากกรณีที่เจ้าคณะปกครองสงฆ์ทำหนังสือถึงเจ้าคณะในปกครองเพื่อแจ้งวัดทั่วประเทศให้ปฏิบัติตามธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ห้ามจำหน่ายพระบูชา วัตถุมงคล เทวรูปต่างๆ ห้ามปลุกเสกพระเครื่อง ห้ามแสดงพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับเพศกำเนิดของตนเอง ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ ปลุกปั่นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ห้ามเล่นเฟสบุ๊ค รวมถึง สั่งปลดป้ายงานพุทธาภิเษก (ปลุกเสก) หากพระภิกษุสามเณรผู้ใดไม่เคร่งครัด และละเมิดพระธรรมวินัย ให้ลงโทษตามพระธรรมวินัย และกฎหมายคณะสงฆ์โดยเคร่งครัด หากพระสังฆาธิการย่อหย่อนในการตรวจสอบ ควมคุมพฤติกรรม หรือลงโทษ จะต้องได้รับโทษฐานละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ นั้น

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป เปิดเผยว่า มาตรการของเจ้าคณะปกครองสงฆ์ที่ห้ามวัดดำเนินการเกี่ยวกับพุทธพาณิชย์เป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก แต่แค่นั้นไม่พอ ควรต้องให้วัดทำบัญชีแสดงรายรับรายจ่ายที่เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ด้วย การทำบัญชีจะทำให้ญาติโยมทราบว่าเงินที่ญาติโยมบริจาคด้วยความศรัทธาเพียงพอต่อการบริหารจัดการวัดหรือไม่ ถ้าไม่เพียงพอญาติโยมจะได้ช่วยสนับสนุนเพิ่มเติม หรือไม่วัดเองสามารถนำบัญชีดังกล่าวไปเสนอต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เพื่อให้ราชการช่วยสนับสนุนงบประมาณได้

พระธรรมกิตติเมธี (เกษม) ประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เห็นคำสั่งของเจ้าคณะกรุงเทพมหานครที่เผยแพร่ทางโซเชียลแล้ว มองว่าเป็นการจัดระเบียบวงการสงฆ์ ถ้าทำได้เป็นสิ่งที่ดีมาก โดยเฉพาะช่วงนี้กำลังเข้าสู่เดือนตุลาคม ซึ่งเราควรอยู่ในศีลในธรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่เสด็จสู่สวรรคาลัย ส่วนคำสั่งเหล่านั้นกระทบต่อวัดอย่างไรหรือไม่นั้น แน่นอนว่าย่อมกระทบต่อวัดในเรื่องรายได้จากการจำหน่ายพระเครื่องอยู่บ้าง แต่ถ้ากระทบกับคนบางกลุ่ม แต่ทำให้วงการคณะสงฆ์โดยรวม ตลอดจนสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ดีขึ้น ถือเป็นสิ่งที่ดี ที่สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิบัติตาม

“กรณีห้ามพระเล่นโซเชียล อาทิ เฟสบุ๊คนั้น มุมมองอาตมามองว่าคำสั่งดังกล่าวมุ่งที่จะกวดขันควบคุมพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของพระภิกษุสามเณรที่ใช้โซเชียลอย่างไม่ถูกต้อง และไม่เหมาะสมมากกว่า แต่กรณีที่ใช้ในทางเผยแผ่ศาสนา อาตมามองว่าน่าจะยังคงทำอยู่ได้ ทั้งนี้ ขอฝากให้พระ และสามเณร ปฏิบัติตามคำสั่ง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ทั้งต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” พระธรรมกิตติเมธี กล่าว

Advertisement

พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระวัดสร้อยทอง กรุงเทพฯ กล่าวว่า ในส่วนของคำสั่งที่ออกมา อาตมาเห็นว่าเป็นเรื่องดี เพื่อให้คณะสงฆ์ได้เข้ามาดูแลสอดส่องพระสงฆ์ให้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดมากยิ่งขึ้น แต่บางเรื่องในทางปฏิบัติอาจเป็นไปได้ยาก เช่น ห้ามขาย ห้ามปลุกเสกพระเครื่อง และวัตถุมงคล เพราะต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้วัดอยู่ได้ ขณะเดียวกันคำสั่งของพระเถระครั้งนี้ ยังย้อนแย้งกับนโยบายรัฐบาล ที่เพิ่งมีแนวคิดจะปลุกเสกวัตถุมงคล เพื่อจูงใจให้ประชาชนสละสิทธิ์การรับเบี้ยคนชรา ส่วนการห้ามเล่นเฟสบุ๊คนั้น อาตมาเห็นว่าถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ดี เช่น กรณีพระภิกษุ หรือสามเณรที่ยังเด็กใช้เฟสบุ๊กในเชิงอนาจาร ไม่สร้างสรรค์ ควรเข้ามาควบคุม กำกับดูแล และมีบทลงโทษที่ชัดเจน แต่ไม่ควรห้ามเล่น เพราะปัจจุบันโซเชียลเน็ตเวิร์คเป็นช่องทางหนึ่งที่วัดแต่ละแห่งใช้เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์กิจกรรม หรือโครงการต่างๆ ที่ทางวัดจัดขึ้นให้ญาติโยมได้รับทราบ

“ส่วนการห้ามวิพากษ์วิจารณ์สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ปลุกปั่นทำให้เกิดความแตกแยกนั้น ส่วนตัวเห็นว่า ถ้าเป็นการพูดในเชิงแสดงความคิดเห็น ก่อให้เกิดการพัฒนาไปในทางที่ดี ไม่น่าจะมีปัญหา ที่สำคัญอาตมาเห็นว่าการแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ หรือประชาชนทั่วไป ย่อมสามารถกระทำได้ โดยที่ไม่ทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน และสังคมที่จะสามารถเดินไปข้างหน้าได้ จะต้องเป็นสังคมที่รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน” พระมหาไพรวัลย์ กล่าว