หน้าแรก ในประเทศ ศาสนา พระเมรุมาศ ร....

พระเมรุมาศ ร.9 งดงาม ล้ำค่า สู่แดนสรวง

10.10.17 | 11:38 น.

การก่อสร้าง “พระเมรุมาศ” ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ใกล้จะแล้วเสร็จสมบูรณ์ 100% จากการตรวจเยี่ยมความคืบหน้าในการก่อสร้างครั้งล่าสุดของ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

“การดำเนินงานทุกอย่างเป็นไปตามแผน มีการติดตั้งพุ่มข้าวบิณฑ์ประดับยอดบุษบกซ่าง ซึ่งปรับจากเดิมที่เป็นยอดฉัตร ทั้งนี้ การจัดสร้างพระเมรุมาศ และสิ่งปลูกสร้าง จะปรับเปลี่ยนตามสภาพ และความเหมาะสม ซึ่งช่วงนี้อยู่ระหว่างเก็บรายละเอียด เป็นช่วงที่ต้องถนอมของที่ต้องถูกแดด ถูกฝน ทุกคนที่ได้ทำงานมีความภูมิใจที่งานสำเร็จตามเป้าหมาย เพื่อถวายพระเกียรติแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9” พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าว

พระเมรุมาศ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มีความพิเศษกว่าพระเมรุมาศในครั้งที่ผ่านๆ มา แม้รูปแบบโดยรวมจะยึดตามโบราณราชประเพณี โดยมีลักษณะทรงบุษบก 9 ยอด บุษบกประธานมี 7 ชั้นเชิงกลอน มีพระเมรุมาศเพียงชั้นเดียว สอดรับกับความเชื่อที่ได้รับอิทธิพลมาจากพุทธศาสนาที่ยึดคติไตรภูมิ มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของภูมิทั้งสาม รวมถึง ยึดคติความเชื่อตามศาสนาพราหมณ์ ที่เชื่อว่าพระมหากษัตริย์สืบเชื้อสายมาจากเทพเจ้า โดยเชื่อว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ “พระนารายณ์อวตาร

โดยพระเมรุมาศในครั้งนี้ ยังมีขนาดใหญ่กว่า 4 ครั้งที่ผ่านมา มีฐานกว้างด้านละ 55.18 เมตร และสูงถึง 59.60 เมตร

Advertisement


ความพิเศษของพระเมรุมาศ ในรัชกาลที่ 9 โดยสรุปมีอยู่ 5 ประการด้วยกัน ได้แก่ 1.ชั้นเชิงกลอน โดยมีความใหญ่ของบุษบกประธานถึง 7 ชั้นเชิงกลอน ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน 2.สื่อถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นพระโพธิสัตว์ 3.พระเมรุมาศมี 4 ชั้นชาลา แสดงถึงความสมจริงของเขาพระสุเมรุมากยิ่งขึ้น 4.เขาของจักรวาลที่มีสระน้ำ หรือสระอโนดาตล้อมรอบเขาพระสุเมรุ โดยสระอโนดาตทั้ง 4 มุม ทำเป็นสระน้ำจริง และ 5.เสาโคมไฟครุฑ จากเดิมเป็นหงส์ เพราะครุฑเป็นพาหนะของพระนารายณ์


นอกจากนี้ การวางผังที่ตั้งยังมีความโดดเด่นกว่าทุกพระเมรุที่ผ่านมา โดยการวางผังพระเมรุมาศในครั้งนี้ พิจารณาจากจุดตัดแนวแกนของโบราณสถานที่สำคัญบนเกาะรัตนโกสินทร์ชั้นใน โดยแกนเหนือ-ใต้ ตรงกับแนวเจดีย์ทองในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) และแนวแกนตะวันออก-ตะวันตก ตรงกับอุโบสถวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร โดยจุดที่ตัดกันจะเป็นที่ตั้งของพระเมรุมาศ เชื่อมโยงว่าในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเป็น “พระมหาราชา” ผู้ยิ่งใหญ่ และทรงเป็น “อัครศาสนูปถัมภก” ด้วย


ส่วนการก่อสร้างในครั้งนี้ จะใช้วิธีเทคอนกรีตฐานรากของพระเมรุมาศ และพระที่นั่งทรงธรรม เพื่อความมั่นคง เนื่องจากพระเมรุมาศ และพระที่นั่งทรงธรรม มีขนาดใหญ่โตกว่าทุกครั้ง มีการเจาะสำรวจชั้นดินเพื่อคำนวณกำลังรับน้ำหนักดินฐานราก และมีโครงเหล็กถักเป็นตัวยึดที่ฐานรากอีกชั้น

สำหรับการตกแต่งพระเมรุมาศ จะใช้งานซ้อนไม้ทดแทนการแกะสลักไม้จริง ส่วนใหญ่เป็นงานซ้อนไม้ด้วยวิธีการหล่อด้วยไฟเบอร์กลาส ที่ใช้สำหรับงานลำลอง หรืองานชั่วคราว ส่วนการประดับตกแต่งจะใช้การปิดผ้าทองย่นสาบกระดาษสี แทนการปิดทองประดับกระจก โดยจะใช้ผ้าทองย่น 5 สีหลัก ได้แก่ สีทอง สีขาว สีน้ำเงิน สีชมพู และสีเขียว ซึ่งลายผ้าย่นที่ใช้ประดับฐานชั้นล่าง ได้คัดสรรลายพิเศษเพื่อให้สมพระเกียรติ เช่น ลายก้ามปู ลายก้านแย่ง ลายลูกฟัก และลายก้านต่อ ถือเป็นลวดลายที่มีเอกลักษณ์ และรังสรรค์เพื่องานพระเมรุมาศครั้งนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะลายก้านต่อ ที่เป็นการต่อลายกันอย่างน้อย 3 ลาย อาทิ ลายดอกไม้ ใบเทศน์เปลว หน้าเทพนม ซึ่งใช้ประดับต่อกันเป็นชั้นๆ ขึ้นไป จะใช้ทุกส่วนสำคัญของพระเมรุมาศ บริเวณฐานสิงห์ บัวฐาน และเสาหัวเม็ด

พระเมรุมาศ รัชกาลที่ 9 ยังประกอบด้วยสิ่งปลูกสร้างสำคัญๆ ได้แก่ “บุษบกซ่าง” หรือ “สำซ่าง” สิ่งปลูกสร้างรูปทรงสี่เหลี่ยม สร้างขึ้นตามมุมทั้งสี่ของพระเมรุมาศ ใช้เป็นที่สำหรับพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมตลอดงานพระเมรุมาศ มีชั้นเชิงกลอน 5 ชั้นโดยส่วนยอดสำซ่าง จะเป็นทรงพุ่มข้าวบิณฑ์

“หอเปลื้อง” สิ่งปลูกสร้างขนาดเล็กที่ใช้เก็บพระโกศพระบรมศพ และเครื่องประกอบหลังจากที่เปลื้องพระบรมศพออกจากพระลองขึ้นประดิษฐานบนพระจิตกาธาน และเป็นที่เก็บเครื่องใช้เบ็ดเตล็ดในช่วงการถวายพระเพลิงพระบรมศพ มี 5 ชั้นเชิงกลอนเช่นเดียวกับสำซ่าง แต่มีขนาดย่อมลงมา โดยส่วนยอดหอเปลื้องจะเป็นทรงพุ่มข้าวบิณฑ์

และ “นพปฎลมหาเศวตฉัตร” หรือเศวตฉัตร 9 ชั้น สำหรับพระมหากษัตริย์ที่ทรงรับพระบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณีแล้ว ลักษณะเป็นฉัตรผ้าขาว 9 ชั้น แต่ละชั้นมีระบายขลิบทองแผ่ลวดซ้อน 3 ชั้น ฉัตรชั้นล่างสุดห้อยเฟื่องอุบะจำปาทอง โดยในพระเมรุมาศ รัชกาลที่ 9 นพปฎลมหาเศวตฉัตรจะประดิษฐานบนยอดสุดของบุษบกประธาน และฉัตรชั้นที่ 7 มีมหาเทพพระโพธิสัตว์ประดับอยู่ โดยส่วนยอดจะเป็นองค์เจดีย์
ส่วนอาคารประกอบพระเมรุมาศ ได้แก่ *”พระที่นั่งทรงธรรม”* เป็นอาคารประกอบในมณฑลพิธี มีความสำคัญรองลงมาจากพระเมรุมาศ ตั้งอยู่กึ่งกลางด้านทิศตะวันตกของพระเมรุมาศ สำหรับพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ประทับทรงธรรม และประกอบพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ และมีที่สำหรับพระราชอาคันตุกะ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทั้งฝ่ายทหาร พลเรือน สมาชิกรัฐสภา ตลอดจนคณะทูตานุทูต เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รองรับผู้เข้าร่วมพระราชพิธีได้ประมาณ 2,700 คน การตกแต่งภายในจะยึดตามโบราณราชประเพณี สวยงามรองลงมาจากพระเมรุมาศ โดยมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่แสดงเรื่องราวโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 3 ด้าน 46 โครงการ

“ศาลาลูกขุน” อาคารโถงไม่มีผนัง ใช้สำหรับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ รวมทั้ง ใช้เป็นอาคารบริการในงานพระราชพิธี ครั้งนี้มีศาลาลูกขุน 3 แบบ ศาลาลูกขุน 1 จำนวน 4 หลัง ศาลาลูกขุน 2 จำนวน 2 หลัง และศาลาลูกขุน 3 จำนวน 5 หลัง “ทับเกษตร” มี 4 หลัง เป็นอาคารที่สร้างอยู่ที่มุมทั้งสี่ของพื้นที่ เพื่อกำหนดขอบเขตของมณฑลพิธี และ “ทิม” มี 8 หลัง เป็นอาคารที่พักของพระสงฆ์ แพทย์หลวง เจ้าพนักงาน และเป็นที่ประโคมปี่พาทย์ประกอบพิธี

นอกจากนี้ อาคารประกอบพระเมรุมาศ นอกมณฑลพิธี ได้แก่ “พลับพลายก” หรือ “พลับพลาอาคารทรงโถง” ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯ ประทับเพื่อรอรับส่งพระบรมศพในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ประกอบด้วย “พลับพลายกหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม” เป็นอาคารสำหรับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯ ประทับระหว่างพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมโกศลงจากพระยานมาศสามลำคาน และอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนพระมหาพิชัยราชรถ ก่อนสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ สดับปกรณ์ ถือเป็นจุดประทับแรกที่มีความสำคัญ

“พลับพลายกท้องสนามหลวง” ประดิษฐานเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้านซ้ายเป็นที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชบริพาร และ “พลับพลาหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท” สำหรับเจ้านายฝ่ายในประทับ ทอดพระเนตรริ้วขบวน และถวายบังคมพระบรมศพ

พระเมรุมาศ รัชกาลที่ 9 นอกจากจะมีความงดงามตามโบราณราชประเพณีแล้ว ยังมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ผสมผสานเข้ากับการก่อสร้างที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว เกิดเป็นพระเมรุมาศที่วิจิตรงดงาม ล้ำค่า เพื่อถวายพระเกียรติสูงสุดแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช