เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการอิสระฯ ว่า คณะกรรมการอิสระฯ ได้น้อมนำ พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่ให้ราษฎรที่ด้อยโอกาสไม่ได้รับการศึกษาในโรงเรียนให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม มาเป็นหลักในการยก ร่างพ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ…. ซึ่งขณะนี้ทางคณะอนุกรรมการกองทุนฯ ยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมเผยแพร่แก่ประชาชนเพื่อรับฟังความคิดเห็นและจะนำเอาเสียงสะท้อนจากประชาชนและหน่วยงานผู้เกี่ยวข้องมาปรับแก้ร่างพ.ร.บ.อีกครั้งก่อนเสนอแก่คณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาต่อไป
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะอนุกรรมการกองทุนฯ กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.กองทุนฯ ฉบับนี้มุ่งหวังให้กองทุนฯเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเสมอภาคและเท่าเทียม รวมทั้งการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคนไทยและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยในวัตถุประสงค์ของกองทุฯ มาตรา 5 และมาตรา 8 ตั้งเป้าว่าภายใน 10 ปีกองทุนนี้ควรมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น และวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งส่งเสริมความเสมอภาคของโอกาสในการศึกษาขั้นสูงของผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ผ่านการช่วยเหลือและพัฒนากลุ่มเป้าหมายสำคัญ 4 กลุ่ม รวมทั้งสิ้นประมาณ 4,000,000 คนต่อปี ได้แก่ 1. เด็กเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสตั้งแต่แรกเกิดจนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2. เด็กเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษา 3. ประชาชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ และ 4. ครูและอาจารย์ที่ขาดสนับสนุน
“ส่วนโครงสร้างการบริหารกองทุนและระบบธรรมาภิบาลนั้นจะมีการบริหารจัดการโดยคณะกรรมการที่เป็นอิสระที่มีผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นประธาน และมีผู้แทนจากภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม เป็นกรรมการ ซึ่งจะมีสัดส่วนที่มากกว่าผู้แทนจากส่วนราชการ ทำหน้าที่วางนโยบาย ระเบียบและแนวทางการดำเนินงานกับกลุ่มเป้าหมายของกองทุน มีการเปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงานแก่ประชาชน มีคณะกรรมการตรวจสอบภายในและคณะกรรมการประเมินผลที่มีกระทรวงการคลัง(กค.)เป็นผู้ดำเนินการ รวมทั้งการจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อครม. สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาด้วย”นายประสารกล่าว และว่า ขอเชิญชวนให้ทุกคนเสนอความคิดเห็น ในเว็บไซต์www.ThaiEdReform.org ตั้งเป้าว่าจะนำร่างกฎหมายเสนอให้ครม.ได้ภายในเดือนพฤศจิกายน เพื่อประกาศใช้ในเดือนเมษายน 2561

