แม้พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ปวงชนชาวไทยทั่วประเทศ และทั่วโลก ยังคงอาลัย และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่าน ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติมายาวนานถึง 70 ปี
ทั้งนี้ ตลอดรัชสมัยที่พระองค์ทรงครองราชย์ 70 ปี พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่เป็นประโยชน์ต่อปวงชนชาวไทยอย่างมากมายมหาศาล รวมทั้ง พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา ศาสนา และศิลปะและวัฒนธรรม
ด้าน “การศึกษา” ทรงตระหนักว่าการศึกษาเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ ทรงมีพระบรมราโชบายส่งเสริม และสนับสนุนการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภท และจากที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ ได้ทอดพระเนตรเด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยขาดโอกาสทางการศึกษา ขาดปัจจัยความพร้อม จึงทรงพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ด้านต่างๆ เช่น พระราชทานทุนการศึกษา ได้แก่ ทุนมูลนิธิภูมิพล ทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ทุนเล่าเรียนหลวง เป็นต้น และทุนการศึกษาพระราชทานแก่นักเรียนเฉพาะกรณี อาทิ ทุนพระราชทานแก่นักเรียนชาวเขา ทุนพระราชทานแก่นักเรียนเฉพาะสถานศึกษา เป็นต้น

“โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์” เป็นโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้การอุปถัมภ์ในด้านต่างๆ ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ ทรงมีพระราชดำริก่อตั้ง “มูลนิธิพระดาบส” เพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา ขาดแคลนทุนทรัพย์ ไม่มีอาชีพ และไม่มีความรู้พื้นฐานเพียงพอที่จะศึกษาต่อในสถาบันวิชาชีพ พระองค์ยังทรงเห็นความสำคัญของการศึกษาสำหรับประชาชนที่อยู่ในชนบท ทรงริเริ่มตั้ง “ศาลารวมใจ” ตามหมู่บ้านชนบท เพื่อให้ประชาชนได้ใช้เป็นที่อ่านหนังสือ
รวมถึง “การศึกษาพระราชทานผ่านดาวเทียม” เนื่องจากปัญหาขาดแคลนครูในท้องที่ชนบทห่างไกล และมาตรฐานคุณภาพของแต่ละโรงเรียนแตกต่างกัน โดยในปี 2538 กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้จัด “โครงการการศึกษาสายสามัญด้วยระบบทางไกลผ่านดาวเทียม” เฉลิมพระเกียรติปีกาญจนาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยใช้โรงเรียนวังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นแม่ข่ายถ่ายทอดการศึกษาสายสามัญด้วยระบบทางไกลผ่านดาวเทียม
พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา พ.ศ.2554 ศธ.จึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญานามแด่พระองค์ “พระผู้ทรงเป็นครูของแผ่นดิน”

“ศิลปะและวัฒนธรรม” พระราชกรณียกิจอีกประการหนึ่งที่ทรงให้ความสำคัญควบคู่กับการพัฒนาประเทศ ทรงตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องอนุรักษ์ และสร้างสรรค์ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญยิ่งในการจรรโลงความเจริญทางจิตใจ ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ด้านศิลปะ โดยทรงสนับสนุนส่งเสริม และทำนุบำรุงศิลปะ ประเพณีอันดีงามให้ดำรงอยู่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ
พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ที่สำคัญ คือการอนุรักษ์ฟื้นฟู “พระราชประเพณี” เพราะภายหลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย หลายพระราชพิธีถูกยกเลิก เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ทรงมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูพระราชประเพณีต่างๆ ขึ้นตามแบบแผนที่เคยปฏิบัติมา อาทิ “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” ซึ่งพระองค์ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จฯ เป็นประธานในพระราชพิธี นอกจากนี้ ยังทรงมีพระราชดำริให้รื้อฟื้น “พระราชพิธีพยุหยาตราทางชลมารค” เมื่อปี 2500
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงมีพระอัจฉริยภาพด้าน “ศิลปะ” เกือบทุกแขนง ทรงเป็นจิตรกร ช่างภาพฝีพระหัตถ์สูง คีตกวี นักประพันธ์ ทรงสร้างสรรค์ผลงานด้วยพระองค์เองมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และเริ่มมีผลงานศิลปกรรมฝีพระหัตถ์เผยแพร่สู่สาธารณชนตั้งแต่ปี 2489

ด้าน “จิตรกรรมฝีพระหัตถ์” ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานภาพเข้าร่วมแสดงในงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ปี 2506 และในครั้งต่อๆ มาอีกหลายครั้ง
“วรรณศิลป์” ทรงพระราชนิพนธ์ที่ทรงแปล และพระราชนิพนธ์ไว้มากมาย แสดงถึงพระปรีชาญาณด้านภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ รวมถึง ความเข้าใจภาษา เช่น พระราชนิพนธ์เรื่อง “พระมหาชนก” และ “ทองแดง” เป็นต้น นอกจากนี้ ทรงแปลเรื่อง “นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” จากต้นฉบับภาษาอังกฤษเรื่อง “A Man Called Intrepid” ทรงแปลเรื่อง “ติโต” จากต้นฉบับภาษาอังกฤษ “Tito” ของ Phyllis Auty” เป็นต้น

พระองค์ยังทรงมีพระอัจฉริยภาพด้าน “ดนตรี” ทรงพระราชนิพนธ์เพลง 48 เพลง มีทั้งเพลงบรรเลง เพลงขับร้อง เพลงประกอบการแสดง ทั้งยังทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลงพระราชนิพนธ์ไปยังวงดนตรีต่างๆ สำหรับ “ดนตรีไทย” ทรงมีพระราชดำริให้รวบรวมรักษาเพลงไทยเดิมไว้มิให้สูญหาย ด้วยการบันทึกโน้ตเพลงไทยให้ถูกต้อง และจัดพิมพ์ขึ้นไว้เป็นหลักฐาน ทรงริเริ่มให้วิจัยเกี่ยวกับดนตรีไทยในด้านบันไดเสียงของระนาด ทรงสนพระราชหฤทัยที่จะศึกษาดนตรีไทย โดยโปรดเกล้าฯ ให้ครูดนตรีไทยเข้าถวายการสอนปี่ไทย (ปี่ใน)

นอกจากนี้ ยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณด้าน “นาฏศิลป์” และ “ดุริยางคศิลป์” ทรงห่วงใยในองค์ความรู้ด้านนาฏศิลป์เป็นอย่างยิ่ง จึงโปรดเกล้าฯ ให้กรมศิลปากร ร่วมกับสำนักพระราชวัง เก็บข้อมูลโดยการบันทึกภาพยนตร์ และให้ศิลปินที่มีความรู้เป็นผู้แสดงแบบท่ารำเป็นเรื่องที่ควรเร่งดำเนินการ นับเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดในการรักษารูปแบบกระบวนการท่ารำสำคัญของนาฏศิลป์ไทยไว้เป็นหลักฐานของชาติ
พระมหากรุณาธิคุณ และพระอัจฉริยภาพของพระองค์ด้านศิลปะและวัฒนธรรม ก่อให้เกิดคุณูปการใหญ่หลวงแก่วงการศิลปะวิทยาการ สมดังพระราชสมัญญานาม “อัครศิลปิน”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรม ในฐานะ “อัครศาสนูปถัมภก” ได้พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์แก่ศาสนาต่างๆ อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา ทรงเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ทรงศึกษา และปฏิบัติตามหลักธรรมอย่างสม่ำเสมอ ทรงนำข้อธรรมะมาเป็นหลักธรรมในการปฏิบัติ ทรงอุปถัมภ์เกื้อกูลสถาบันสงฆ์ พระอาราม และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลตามโบราณราชประเพณีอย่างเคร่งครัด
พระองค์ทรงมีพระราชศรัทธาในพุทธศาสนา ทรงพระผนวชเป็นเวลา 15 วัน (22 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2499) นับเป็นครั้งที่ 2 ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่พระมหากษัตริย์ทรงพระผนวชระหว่างทรงครองราชย์ พระองค์ใส่พระราชหฤทัย สืบทอดพระราชพิธีอันเกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนา และทรงให้ฟื้นฟูการเสด็จฯ ไปทรงถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราชลมารค
นอกจากนี้ ยังทรงสร้างพระพุทธรูปในโอกาสสำคัญ และพระราชทานให้กับวัดในจังหวัดต่างๆ อาทิ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในการจัดสร้างพุทธมณฑล จ.นครปฐม และพระราชทานนามพระพุทธรูปลีลา ประธานพุทธมณฑล ว่า “พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑล สุทรรศน์” ในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระบรมมหาราชวัง มีพระราชดำริให้สร้างวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก เป็นต้น
พระองค์ยังทรงอุปถัมภ์เกื้อกูลสถาบันสงฆ์ โดยทรงพระราชทานสมณศักดิ์ และพัดยศของพระสงฆ์ไทย ทรงตั้ง “โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย” สนับสนุนพระภิกษุสามเณรให้มีโอกาสทางการศึกษา

ในฐานะที่ทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก ทรงอุปถัมภ์บำรุงศาสนาทุกศาสนาที่ประชาชนนับถืออย่างทั่วถึง ทรงเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมผู้นำศาสนาอิสลามในจังหวัดภาคใต้ ณ มัสยิดกลาง จ.ปัตตานี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จุฬาราชมนตรีในขณะนั้นแปลพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานจากภาษาอาหรับเป็นภาษาไทย เพื่อให้อิสลามิกชนในประเทศไทยที่ไม่รู้ภาษาอาหรับ ศึกษาเล่าเรียนได้สะดวก

ทั้งนี้ “สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2” ประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก ซึ่งเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะ เมื่อปี 2527 ได้แสดงความชื่นชมต่อพระประมุขของประเทศไทย ที่ทรงทำนุบำรุงคริสต์ศาสนาตลอดมา
นับว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็น “เอกอัครศาสนูปถัมภก” ต่อทุกศาสนาอย่างแท้จริง
ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสู่สวรรคาลัย ปวงชนชาวไทยขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน อย่างหาที่สุดมิได้…



