ก.อ.ร.ถอนคำสั่งไล่ออก ‘ประกอบ’ อดีตอธิการบดี ม.อุบลฯ สกอ.แจ้งมหา’ลัยเยียวยาสิทธิตามกฎหมาย

6.11.17 | 14:36 น.

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ผ่านมา นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ได้ลงนามคำสั่งที่ 309/2560 เพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่ออก นายประกอบ วิโรจนกูฏ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (มอบ.) หลังได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์และร้องทุกข์ (ก.อ.ร.) และแจ้งให้ มอบ.เยียวยาสิทธิอันพึงมีพึงได้ตามกฎหมาย เนื่องจากนายสุภัทรได้ลงนามคำสั่งไล่ออกนายประกอบออกจากราชการ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งคำสั่งไล่ออกจากราชการดังกล่าว เป็นผลมาจากการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ประชุมครั้งที่ 815-89/2559 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 มีมติชี้มูลทางวินัยร้ายแรงแก่นายประกอบ ว่าไม่ปฏิบัติตามระเบียบ มอบ.ว่าด้วยการเงินและทรัพย์สินของ มอบ.พ.ศ.2534 และใช้จ่ายเงินรายได้ที่ไม่อยู่ในวัตถุประสงค์ของ มอบ.ตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.มอบ.พ.ศ.2533 ดังนี้

1.อนุมัติให้ยืมเงินสำรองหมุนเวียนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และระเบียบราชการ 3 โครงการ ได้แก่ โครงการทอดกฐินสามัคคี และมอบทุนการศึกษาประจำปี 2549, การให้ทุนแก่โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ในโครงการส่งเสริมศักยภาพครูผู้สอนภาษาอังกฤษจากการเรียนรู้สภาพจริงกับเจ้าของภาษา ครั้งที่ 1 และโครงการส่งเสริมศักยภาพครูผู้สอนภาษาอังกฤษจากการเรียนรู้สภาพจริงกับเจ้าของภาษาครั้งที่ 2 และ 2.อนุมัติให้กู้ยืมเงินสวัสดิการเพื่อการศึกษาแก่บุคลากรภายในมหาวิทยาลัย ทั้งข้าราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราว 165 ราย โดยที่ มอบ.ไม่ได้จัดสรรรายได้ตั้งเป็นเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อเสนอให้สภา มอบ.อนุมัติงบฯ สำหรับการให้กู้ยืม

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ทั้งนี้ สืบเนื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเอง หรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่อไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบและแบบแผนของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของทางราชการ หรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 39 วรรคสาม และวรรคห้า แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 อาศัยอำนาจตามมาตรา 92 และมาตรา 93 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 และมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 ประกอบมาตรา 30 วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 จึงลงโทษไล่ออกนายประกอบออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2553 เป็นต้นไป ต่อมานายประกอบไม่เห็นด้วยกับคำสั่งลงโทษดังกล่าว จึงยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.อ.ร.เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2560

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นายประกอบ ได้รับหนังสือ (ลับ) จากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่ ศธ 0592 (3) 3.36/12156 ลงวันที่ 30 ตุลาคม ลงนามโดยนายสุภัทร เรื่องแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งไล่ออกจากราชการ ระบุว่าตามที่ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงตามคำสั่ง สกอ.ที่ 37/2560 ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 ต่อ ก.อ.ร.นั้น บัดนี้ ก.อ.ร.ในการประชุมครั้งที่ 4/2560 เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งนี้ สกอ.ได้เพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง และแจ้งให้ มอบ.ดำเนินการเยียวยาสิทธิอันพึงมีพึงได้ตามกฎหมายให้แก่ท่านแล้ว

Advertisement

ด้านนายประกอบ กล่าวว่า ผ่านไปด้วยดีที่เลขาธิการ กกอ.ได้เพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยร้ายแรงไล่ออก เพราะไม่มีอำนาจเนื่องจากตนได้เกษียณอายุราชการเกิน 1 ปี อีกทั้ง หลักฐาน และข้อเท็จจริงที่ได้อุทธรณ์คำสั่งไล่ออกจากราชการ ก็ไม่มีการทุจริต หรือราชการเสียหายแต่อย่างใด การทอดกฐินวัดหลวง และการช่วยพัฒนาครูสอนภาษาอังกฤษของโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ถือเป็นภารกิจอย่างหนึ่งของ มอบ.ส่วนการให้อาจารย์ยืมเงินเพื่อไปศึกษาต่อ ก็เป็นการพัฒนาคุณภาพของอาจารย์

“ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วง ผมจะอยู่อย่างเงียบๆ ต่อไป ทำตัวให้เล็ก และทำประโยชน์ เจ้ากรรมนายเวรจะได้มองไม่เห็น กลายเป็นฝุ่นเม็ดหนึ่งในพายุทะเลทราย” นายประกอบ กล่าว