หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา นักวิจัยเผยกล...

นักวิจัยเผยกลุ่ม ‘LGBTI’ ไม่ได้รับความเท่าเทียมในไทย ถูกปฏิเสธงานถึง 77%-ล่วงละเมิด 40%

15.11.17 | 17:58 น.

 

นายอดิศร จันทรสุข รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) หัวหน้าคณะทำงานวิจัย “การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของกลุ่ม LGBTI ในประเทศ” เปิดเผยว่า ในเกือบทุกประเทศทั่วโลก คนส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (SOGI) ทำให้กลุ่มเลสเบี้ยน เกย์ ไบเซ็กชวล คนข้ามเพศ และผู้มีสภาวะทางเพศกำกวม (LGBTI) ถูกแบ่งแยก เกิดข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่ทางสังคม และมีความเปราะบางที่จะถูกกระทำด้วยพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ถูกเลือกปฏิบัติ และถูกจำกัดโอกาสในการใช้ชีวิต ข้อเสียเปรียบเหล่านี้ไม่เพียงจำกัดการได้ใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เขาควรมี แต่ยังเป็นการปล้นศักดิ์ศรีของพวกเขาไปด้วย กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) จึงร่วมกับคณะวิทยาการเรียนรู้ฯ มธ.และบริษัท Love Frankie วิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของกลุ่ม LGBTI ในประเทศไทย” เพื่อหาข้อมูลเรื่องการถูกเลือกปฏิบัติ และการถูกแบ่งแยกทางเศรษฐกิจของบุคคลกลุ่ม LGBTI ในประเทศ ทั้งในรูปแบบเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ จากกลุ่มเป้าหมายที่ขยายกว้างทั้งในเชิงภูมิภาค อายุ เพศสภาพ เพศวิถี การศึกษา สภาพทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระบุความท้าทาย โอกาส และเปิดเผยประสบการณ์ของคนกลุ่ม LGBTI เปรียบเทียบมุมมองทัศนคติ และพฤติกรรมกับกลุ่มบุคคลที่ไม่ใช่บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (Non – LGBTI) ในประสบการณ์ทางด้านต่างๆ เพื่อนำเรื่องราวมาเผยแพร่ให้สังคมได้รับทราบ สร้างความเข้าใจ ปรับเปลี่ยน ให้การช่วยเหลือ และนำมาพัฒนาเป็นนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป

“ผลส่วนหนึ่งจากข้อมูลแบบสอบถามเชิงปริมาณที่มีผู้ให้คำตอบกว่า 3,502 ราย พบว่า บุคคลกลุ่ม LGBTI มีประสบการณ์การถูกเลือกปฏิบัติมากถึง 46% คนข้ามเพศถูกปฏิเสธงานเพราะเพศสภาพและเพศวิถีถึง 77% และคนข้ามเพศเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือล้อเลียนในที่ทำงาน 40% ในขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งกลุ่ม LGBTI และ Non – LGBTI มีการรับรู้เรื่องกฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศน้อย” นายอดิศรี กล่าว

นายอดิศรกล่าวอีกว่า ปัญหาหนึ่งที่น่าสนใจคือ บุคคลกลุ่ม LGBTI ส่วนใหญ่มองว่าการถูกเลือกปฏิบัติ และกีดกัน เป็นผลมาจากความผิดของพวกเขาเองที่เกิดมาแตกต่างจากคนอื่นๆ ในสังคม สิ่งนี้เป็นผลมาจากปัจจัยหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือสังคมมีรากฐานกรอบความคิดการให้ค่าความเป็นหญิง และชายที่แข็งตัว ฉะนั้น อะไรที่เบี่ยงเบนไปจะถูกมองว่าเป็นเรื่องผิดปกติ และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ นอกจากนี้ หลายคนในสังคมยังมองว่า การที่ผู้มีความหลากหลายทางเพศได้รับการยอมรับในการทำงานบางอาชีพ เช่น ช่างเสริมสวย ช่างแต่งหน้า หรือนักแสดง/นักเต้นในสถานบันเทิง เป็นสิ่งที่ดีพออยู่แล้ว และอาจถือได้ว่าเป็นการความก้าวหน้าของสังคมด้วยซ้ำ แต่ไม่ได้มองความเป็นจริงว่าคนกลุ่มนี้ควรมีสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะสามารถเลือกประกอบอาชีพใดก็ตามที่พวกเขามีความรู้ความสามารถเพียงพอ ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของมนุษยชนที่พึงได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ถูกประเมินตัดสินจากเพศของตนดังเช่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

Advertisement

นายอดิศรกล่าวต่อว่า การจะทำให้สังคมยอมรับในเรื่องเหล่านี้ได้ เราต้องการพื้นที่สาธารณะที่จะนำเสนอภาพกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศในชีวิตประจำวันที่อยู่ร่วมในสังคมเป็นปกติทั่วไป โดยไม่กักขังเขาไว้ในกรอบคุณลักษณะที่สุดโต่งบางอย่าง ในขณะเดียวกันเราต้องทำให้เรื่องนี้อยู่ในระบบการศึกษามาตั้งแต่ชั้นอนุบาล โดยเราต้องสอนเด็กๆ ให้รู้จัก และยอมรับความแตกต่างหลากหลาย มีความเคารพในเพื่อนมนุษย์ ไม่ใช่แค่เรื่องเพศ แต่รวมถึงสีผิว เชื้อชาติ สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ทำให้เขาทราบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เมื่อไหร่ที่เขาเห็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม เขาจะต้องรู้สึกทุกข์ร้อน ออกมาช่วยเหลือ ป้องกัน และเป็นปากเสียงให้แก่ผู้ถูกกระทำ อย่างที่คณะ และที่โรงเรียนสาธิต จะมีวิชาที่สอนเนื้อหาเรื่องความแตกต่างหลากหลายเช่นกัน เพื่อเป็นพื้นที่ในการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้เรียน รวมทั้ง ยังจัดสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนให้อาจารย์ และนักเรียนนักศึกษาปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพในความหลากหลายดังกล่าวด้วย

“ข้อมูลจากการสำรวจเพื่อทำวิจัย สะท้อนให้เห็นว่า ในสังคมของเรายังมีการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมต่อกัน ซึ่งหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาไม่ได้เป็นของนักการศึกษา ผู้ออกนโยบาย หรือนักสื่อสารมวลชนเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของเราทุกคน ที่จะต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง ให้ความเคารพ และยอมรับในความแตกต่างซึ่งกันและกัน ถึงจะทำให้สังคมเราก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมีคุณภาพ และมีความเท่าเทียมระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน” นายอดิศร กล่าว