นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เห็นความสำคัญของการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา โดยให้รวมเรื่องงานวิจัยและนวัตกรรมเข้าไปด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา อย่างไรก็ตาม การเกิดกระทรวงการอุดมศึกษาไม่ได้มาเพื่อควบคุมมหาวิทยาลัย เราออกแบบให้กระทรวงการอุดมศึกษาเป็นกระทรวงที่เล็ก มีหน้าที่หลักในการประสานงาน ส่งเสริมสนับสนุน เชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติกับมหาวิทยาลัย เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม ภาคเอกชน กระทรวงอื่นๆ ซึ่งต่อไปต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะภาคเอกชน ที่ต้องร่วมมือกันทำงานตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ตอบโจทย์ประเทศ และตอบโจทย์โลกให้ได้
นพ.อุดมกล่าวอีกว่า การเกิดกระทรวงการอุดมศึกษาเป็นอนาคตของประเทศ ขณะนี้ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยทำงานวิจัย แต่ต่อยอดไม่ได้ และยังต้องการการสนับสนุน ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษาจะมาทำหน้าที่ประสาน วางแผนผลิต และวางกำลังคนของประเทศ ตั้งเป้าตามยุทธศาสตร์ชาติในอีก 20 ปีข้างหน้า ว่าประเทศต้องการบุคลากรด้านใดบ้าง จากนั้นบอกมหาวิทยาลัยให้ดำเนินการ โดยใช้กลไกทางด้านงบประมาณในการกำกับ กระทรวงการอุดมศึกษาจะเป็นตัวหลักในการผลิต และวางแผนกำลังคนให้กับประเทศ รวมถึง เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ และภาคเอกชน เพื่อเพิ่มบทบาทในการพัฒนางานวิจัย และนวัตกรรมให้มากขึ้น
“กระทรวงการอุดมศึกษาไม่แท้งแน่นอน เพราะการตั้งผมมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.ส่วนหนึ่งเพื่อผลักดันเรื่องนี้ คิดว่าจะต้องตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาให้ได้ก่อนการเลือกตั้ง เพราะหลังการเลือกตั้งเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แนวคิดอาจเปลี่ยนไป ดังนั้น จึงต้องเร่งดำเนินการ เพราะถือเป็นอนาคต และเป็นคุณูปการ ต้องทำให้สำเร็จ ส่วนที่กังวลว่ากระทรวงจะเข้ามาคุมมหาวิทยาลัย ไม่ต้องกังวล เราผ่านจุดนั้นมาแล้ว เราจะไม่กลับไปใหม่” นพ.อุดม กล่าว
นพ.อุดมกล่าวอีกว่า ส่วนร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษาที่อยู่ระหว่างยกร่าง จะไม่ไปแตะมหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ หรือมหาวิทยาลัยนอกระบบแล้ว แต่จะทำงานในลักษณะส่งเสริมพัฒนา ไม่มีการบังคับบัญชา ส่วนมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) และมหาวิทยาลัยเอกชน ต้องเขียนไว้ เพราะยังถือว่าอยู่ในกระทรวง แต่ก็มีหนึ่งมาตราที่เขียนไว้ว่ากระทรวงมีหน้าที่ส่งเสริมให้ มรภ.และ มทร.ที่พร้อมเป็นอิสระให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐได้ เพราะเชื่อว่า ต่อไปมหาวิทยาลัยจะต้องออกนอกระบบหมด กระทรวงเป็นเพียงตัวประสานงาน เชื่อมโยงการทำงานระหว่างมหาวิทยาลัยกับรัฐบาล ส่วนหลักสูตร กระทรวงจะทำหน้าที่ควบคุมคุณภาพมาตรฐาน เพราะยอมรับว่ามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีธรรมาภิบาลไม่เท่ากัน ขณะเดียวกันใน พ.ร.บ.ฉบับใหม่จะมี 2-3 มาตรา ที่กำหนดว่าถ้าสภามหาวิทยาลัยแก้ปัญหาในมหาวิทยาลัยไม่ได้ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจที่จะลงไปจัดการ โดยคำสั่งของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่วนสาเหตุที่ต้องให้เป็นคำสั่ง ครม.เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกลั่นแกล้ง” นพ.อุดม กล่าว

