งานวิจัย ‘เซนเซอร์อาร์เอฟไอดี’ ตรวจสอบโบราณสถาน มทร.สุวรรณภูมิ คว้าเหรียญทองสิ่งประดิษฐ์ที่เกาหลี

13.12.17 | 16:25 น.

 

“มัลติเซนเซอร์อาร์เอฟไอดีแบบฝังตัว (The Embedded Type Multi-Sensors RFID)” ผลงานของ ดร.สมพร ศรีวัฒนพล หัวหน้าศูนย์นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์และงานสร้างสรรค์ และอาจารย์ประจำสาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) สุวรรณภูมิ ศูนย์นนทบุรี เป็นผู้ที่มีแนวคิดประยุกต์ใช้มัลติเซนเซอร์อาร์เอฟไอดีแบบฝังตัวกับงานสถาปัตยกรรมด้านโบราณสถานของประเทศไทยด้วยการตรวจวัดของเซนเซอร์สำหรับตรวจสอบโบราณสถานโบราณวัตถุที่มีอายุเก่าแก่ เพื่อการอนุรักษ์ของประเทศไทย ได้รางวัลรองเหรียญทองประเภทสิ่งประดิษฐ์ Security / Rescue / Alarm ในงาน Seoul International Invention Fair 2017 (SIIF 2017) กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งมีนักวิจัย และนักประดิษฐ์ กว่า 633 ผลงานจากทั่วโลก เข้าร่วมประกวด และแสดงนิทรรศการ

 

ผลงานดังกล่าวได้รับความสนใจจากนักวิจัย และนักประดิษฐ์ เพราะมีแนวคิดที่บูรณาการงานวิจัยที่นำเอาระบบมัลติเซนเซอร์อาร์เอฟไอดีแบบฝังตัวมาใช้งานเพื่อตรวจสอบโบราณสถานเกี่ยวกับอุณหภูมิอากาศ อุณหภูมิวัสดุ ความชื้นสัมพัทธ์ ตำแหน่งเคลื่อนตัว X-Y-Z และความชื้นภายในวัสดุระยะลึก 1-10 เมตร มีรูปแบบโครงข่ายระบุตัวตนฝังตัว ด้วยวิธีการทางคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่วิทยุได้อย่างแม่นยำ ขณะนี้ผลงานดังกล่าวอยู่ระหว่างการยื่นขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา “อนุสิทธิบัตร”

Advertisement

ดร.สมพร เล่าว่า การใช้มัลติเซนเซอร์อาร์เอฟไอดีแบบฝังตัว เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับเก็บข้อมูลความชื้นในวัสดุ ดิน หรืออิฐ ข้อมูลอุณหภูมิวัสดุ อากาศ ความชื้นสัมพัทธ์ ตำแหน่งการเคลื่อนตัว เกิดมีแนวคิดจากสภาพโบราณสถาน และโบราณวัตถุของประเทศไทยที่มีอายุหลายร้อยปี เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง ซึ่งจำเป็นต้องหาที่มาสาเหตุให้ตรง และไม่ควรที่จะใช้เครื่องมือที่ทำให้เกิดการกระทบให้เกิดความเสียหาย ลักษณะงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์นี้มุ่งเน้นการใช้คลื่นความถี่สนามแม่เหล็กไฟฟ้าส่งผ่านไปในวัสดุโดยการออกแบบ ดีไซน์ชิ้นงาน และองค์ประกอบสำคัญประกอบด้วยอุปกรณ์วงจรเซนเซอร์หลายประเภท ได้แก่ เซนเซอร์อุณหภูมิอากาศ อุณหภูมิวัสดุ ความชื้นสัมพัทธ์ ตำแหน่งเคลื่อนตัว X-Y-Z และเซนเซอร์ความชื้นภายในวัสดุระยะลึก 1-10 เมตร มีรูปแบบการจัดวางแต่ละตัวแบบโครงข่ายระบุตัวตนฝังตัว หลายจำนวนไอดี ซึ่งรายงานผลผ่านระบบสารสนเทศบนเว็บไซต์ต่อชั่วโมง 2-4 รอบฝน นำไปใช้งานสำหรับคาดการณ์การเปลี่ยนความชื้นของวัสดุ และการเคลื่อนตัวของพื้นที่ภายใต้โครงข่ายเซนเซอร์ นอกจากนี้ อุปกรณ์ยังมีขนาดกะทัดรัดสะดวกต่อการ ขนย้าย และติดตั้งสะดวก ต้นทุนไม่แพง

งานวิจัยดังกล่าว ถูกนำไปติดตั้งใช้จริงที่องค์พระพุทธรูปวัดโปรดเกศเชษฐาราม จ.สมุทรปราการ และประติมากรรมลายก้านขด และยักแคระ ณ เขาคลังใน อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ด้วยความร่วมมือจากกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์สังกัดกรมศิลปากร และเป็นผลสำเร็จที่ล้ำยิ่งกว่า จึงกลายมาเป็นแนวคิดของการประดิษฐ์ ใช้งบประมาณจำนวนโครงข่าย 15 ไอดี รวมชุดส่งข้อมูล IOT 88,000 บาท ได้รับทุนสนับสุนุนวิจัยจากกองทุนส่งเสริมงานวิจัยประจำปีมหาวิทยาลัย และจากคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ระยะเวลาในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ 18 เดือน

ลักษณะเด่นของมัลติเซนเซอร์อาร์เอฟไอดีแบบฝังตัว คือการออกแบบให้เหมาะกับการนำไปใช้งาน และการใช้รูปแบบโครงข่ายระบุตัวตนฝังตัวผ่านระบบไอโอที ด้วยวิธีการส่ง-รับทางคลื่นความถี่สนามแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านวัสดุแปรผลเป็นความชื้นซึ่งมีคุณสมบัติด้านไม่ทำลายวัสดุ รวมถึง ไม่มีผลกระทบต่อโครงสร้างโบราณสถาน และโบราณวัตถุ เมื่อนำข้อมูลความชื้นที่ต่อเนื่องในช่วงเวลาระบุ (1 เดือน-4 ปี) ร่วมกับข้อมูลจากเซนเซอร์มาตรฐานหลายชุด ของแต่ละตำแหน่งการวางกล่องเซนเซอร์ (1กล่อง=1ID) จะทำให้ได้ข้อมูลการเคลื่อนตัวทางความชื้นใต้ดินที่ผนวกกับข้อมูลสภาพแวดล้อม สามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนตัวของโบราณสถาน และโบราณวัตถุ ทั้งนี้ ในส่วนของการเคลื่อนตัวแต่ละไอดีมีเซนเซอร์ตำแหน่ง x-y-z (Accelerometer/Gyroscope) สำหรับประเมินการโน้มเอียงของจุดพื้นที่นั้นๆ ได้ การแก้ไขเหตุการดังกล่าวทำได้ด้วยกระบวนการทางเทคนิคของหน่วยวิทยาศาสตร์ เพื่อการอนุรักษ์ ทำให้โบราณสถานนั้นมีสภาพความคงทนนานเท่านาน

สอบถามรายละเอียดได้ที่ ดร.สมพร โทร 08-9045-0798 หรืออีเมล์ [email protected]