หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา ทีมทนายวัดปาก...

ทีมทนายวัดปากน้ำฯ ปัดหัวหมอ ชี้เป็นสิทธิสมเด็จช่วงให้ปากคำด้วยวาจา หรือลายลักษณ์อักษร

20.03.16 | 11:39 น.

นายสุรพงษ์ สิทธิกรณ์ ทีมกฎหมายของพระมหาศาสนมุนี (พระธนกิจ สุภาโว) หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เปิดเผยกรณี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ระบุว่าถ้ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปสอบปากคำพระมหาศาสนมุนีในฐานะผู้บริจาครถโบราณยี่ห้อเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำฯ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ในวันที่ 21 มีนาคม แล้วเจอกรณีปัญหาเดียวกับสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ไม่ยอมให้ปากคำ และทนายความเสนอให้ดีเอสไอกำหนดประเด็นการสอบปากคำ ก็จะเรียกพระมหาศาสนมุนีมาสอบที่ดีเอสไอแทน และถ้าออกหมายเรียกแล้วไม่มา จะออกหมายจับ ว่า กรณีหลวงพี่แป๊ะไม่เกิดปัญหาแน่ เพราะพระมหาศาสนมุนีไปให้ปากคำในชั้นสืบสวนมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งนี้เป็นการให้การในชั้นสอบสวน และพนักงานสอบสวนไม่ได้ห้ามไม่ให้ทีมทนายความฟัง ดังนั้น เราจะเข้าไปฟังด้วย ทีมทนายความคงไม่ไปบอกให้พนักงานสอบสวนเตรียมคำถามมาก่อน เพราะกรณีของพระมหาศาสนมุนีต่างจากสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ที่อยู่ในฐานะพยาน แต่พระมหาศาสนมุนีอยู่ในฐานะผู้เสียหาย ซึ่งเข้าใจว่าทางพนักงานสอบสวนคงถามพระมหาศาสนมุนีว่าจะให้การ หรือให้ปากคำเหมือนกับในชั้นสืบสวนหรือไม่ ฝ่ายเราซึ่งคือพระมหาศาสนมุนีจะให้การไปว่าขอให้การเหมือนกับชั้นสืบสวนที่เราเป็นฝ่ายเสียหาย เพียงแต่จะเพิ่มเติมเรื่องที่ได้ไปฟ้องเรียกค่าเสียจากกับอู่วิชาญที่ศาลจังหวัดตลิ่งชันมาแล้ว ซึ่งตอนให้การในชั้นสืบสวนยังไม่ได้ไปฟ้อง และหลังจากสอบปากคำ ก็เชื่อว่าทางดีเอสไอ และทีมกฎหมายน่าจะร่วมกันแถลงข่าวกับสื่อในวันที่ 21 มีนาคมได้ ขอให้สื่อรอฟัง

“พระมหาศาสนมุนีคงให้การตามกรอบที่เราฟ้องที่ศาลจังหวัดตลิ่งชันว่าเราเป็นผู้ซื้อรถ ราคาเท่าไร มีใบเสร็จที่ผู้ขายรับเงิน 4 ใบ 4 ล้านบาท เราให้การในฐานะผู้เสียหาย ไม่ใช่ฐานะจำเลย ส่วนผู้ขายจะปฏิเสธอย่างไร ก็เป็นเรื่องของผู้ขาย แต่เราในฐานะผู้ซื้อ เป็นผู้เสียหายที่เมื่อซื้อของที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ต้องคืน เมื่อไม่รับคืน ก็ต้องฟ้อง ซึ่งเรามีพยานเอกสารพร้อม ไม่ได้พูดปากเปล่า ทั้งพระมหาศาสนมุนี และหลวงพ่อไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่มีชื่อในขั้นตอนจดทะเบียนประกอบรถ แต่มามีชื่อในฐานะรับโอนซึ่งถือว่าเป็นปลายทางแล้ว”นายสุรพงษ์กล่าว

นายสุรพงษ์กล่าวอีกว่า ส่วนที่รัฐมนตรีว่าการ ยธ.ระบุว่า กรณีของพระมหาศาสนมุนีถ้ามีปัญหาเหมือนของสมเด็จช่วง จะออกหมายเรียก และถ้าไม่ไป จะออกหมายจับนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ระบุชัดเจนว่าบุคคลต่อไปนี้จะออกหมายเรียกไม่ได้ ซึ่งพระก็อยู่ในข่ายที่จะออกหมายเรียกไม่ได้ ตนเรียนกฎหมายไทยมาแบบนี้ ถ้าไม่เป็นไปตามนี้ ก็ต้องย้อนถามกลับไปว่ารัฐมนตรีว่าการ ยธ.ใช้อำนาจตามมาตราไหน ตนจะได้นำมาศึกษา

นายสุรพงษ์กล่าวต่อว่า ส่วนที่รัฐมนตรีว่าการ ยธ.ระบุกรณีที่ทีมกฎหมายกำหนดประเด็นให้พนักงานสอบสวนตั้งคำถามเพื่อให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ตอบเป็นลายลักษณ์อักษรว่าหัวหมอนั้น แม้ตนไม่ใช่นายสมศักดิ์ โตรักษา ทีมกฎหมายของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ แต่ตนก็อยู่ในเหตุการณ์ในคืนวันที่ 16 มีนาคมด้วย ยืนยันได้ว่าไม่ใช่หัวหมอ แต่เป็นเอกสิทธิ์ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ที่จะเลือกให้ปากคำด้วยวาจา หรือจะตอบเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ กฎหมายลักษณะพยานระบุเลยว่าให้สิทธิแก่พยาน ที่จะเลือกให้การด้วยวาจา หรือจะตอบเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ ยิ่งกว่านั้นเมื่อเรื่องถึงศาลแล้ว ท่านยังมีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ให้การ ก็ได้ ซึ่งประวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก็ได้ให้สิทธิไว้

“อย่าลืมว่าหลวงพ่อเป็นแค่พยาน ไม่ใช่จำเลย ขนาดจำเลยยังมีทนายความ นักกฎหมาย หรือผู้ที่ไว้ใจได้ เข้าฟังได้ แต่นี่เป็นแค่พยาน แถมยังอยู่แค่ขั้นตอนสอบปากคำ ดังนั้น ท่านจะให้การด้วยวาจาหรือจะตอบเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าหลวงพ่อไม่ยอมพูด ท่านออกมาพูดกับดีเอสไอหลังจากที่ทีมทนายความคุยกับดีเอสไอแล้ว โดยก่อนที่หลวงพ่อจะออกมาพบ ทางทีมกฎหมายซึ่งคือนายสมศักดิ์ ได้สอบถามดีเอสไอว่าจะถามอะไรบ้าง ขอดูหน่อย ที่ขอดูก็เพื่อจะได้เตรียมเอกสารสำคัญได้ถูก เช่น หนังสือเอกสาร ใบโอน เป็นต้น แต่รองอธิบดีดีเอสไอบอกว่าไม่ได้ทำมา เมื่อไม่ได้เตรียมคำถามมา ทางฝ่ายผมจึงบอกไปว่า ไปเตรียมคำถามส่งมาให้เราก่อนดีไหม เราจะได้เตรียมเอกสาร ข้อมูล ตอบเป็นลายลักษณ์อักษรกลับไป” นายสุรพงษ์กล่าว

Advertisement

นายสุรพงษ์กล่าวว่า ถ้าดีเอสไอไม่สบายใจ ทีมกฎหมายก็ไม่ขัดข้องที่จะให้มาเซ็นชื่อในเอกสารต่อหน้าสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือจะให้มอบอำนาจให้นายสมศักดิ์ไปยื่นที่ดีเอสไอก็ได้ ยืนยันว่าในวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา ทางทีมกฎหมายไม่ได้กำหนดประเด็นให้ดีเอสไอถามเลย แค่บอกให้ส่งประเด็นคำถามมาให้ฝ่ายเรา และที่รัฐมนตรีว่าการ ยธ.ระบุว่าทีมกฎหมายให้เจ้าหน้าที่นำโทรศัพท์ออกไปไว้ข้างนอกนั้น ชี้แจงว่าที่เราให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเก็บมือถือที่ล็อกเกอร์ เนื่องจากที่ผ่านมาเคยปรากฏภาพการแอบถ่ายสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ และนำไปเผยแพร่ แถมวันดังกล่าวมีผู้น่าสงสัยว่าจะเป็นนักข่าวสวมเสื้อดีเอสไอแต่สะพายกล้องเหมือนกล้องทีวี จะขอขึ้นไปฟังด้วย เราจึงห้าม และเพื่อป้องกันการแอบถ่าย จึงได้ขอเก็บโทรศัพท์มือถือของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอไว้ที่ล็อกเกอร์ แต่ไม่ได้เก็บมือถือของรองอธิบดีดีเอสไอ

ด้านนายสมศักดิ์ โตรักษา ทีมกฎหมายสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กรณี พล.อ.ไพบูลย์ ระบุกรณีที่ทนายความกำหนดประเด็นให้ดีเอสไอสอบปากคำสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นลายลักษณ์อักษรว่าหัวหมอ โดยกล่าวสั้นๆ ว่า ไม่ขอชี้แจง ด้วยความเคารพรัฐมนตรีว่าการ ยธ.ท่านจะว่าอะไร ก็ขอให้ว่าไป ตนไม่ขอพูด