เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการอิสระฯ ว่า คณะกรรมการอิสระฯ ทำงานครบ 6 เดือนถึงเวลานำเสนอแผนงานปฏิรูป เพื่อไปรวมกับคณะกรรมการปฏิรูปอีก 12 คณะ เพื่อนำไปสู่การจัดทำแผนปฏิรูปของชาติ ซึ่งจะครอบคลุมทุกด้าน ในส่วนของการปฏิรูปการศึกษา จะตรงกับยุทธศาสตร์ ใน 4 ด้าน คือ ยกระดับคุณภาพผู้เรียน ลดความเหลื่อมล้ำความเสมอ เน้นสร้างความเป็นเลิศ และสร้างธรรมาภิบาล อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะเสนอเพิ่มครั้งนี้ คือ เรื่องการปรับปรุงพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งมีข้อเสนอในการแก้ไข 12 ประเด็น อาทิ จัดระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2560 ข้อ มุ่งเน้นการศึกษาและการเรียนรู้ที่ครอบคลุมทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบทางเลือกการศึกษาและเรียนรู้เพื่อการดำรงชีวิต ให้การจัดการศึกษาแบะการเรียนรู้ มีผู้เรียน ผู้ปกครอง และสถานศึกษาเป็นศูนย์กลาง แยกกลไกด้านนโยบาย งบประมาณ ด้านการปฏิบัติงานเพื่อจัดการศึกษา ออกจากกันให้มีความชัดเจน ให้การจัดการศึกษามุ่งเน้นการพัฒนาความถนัด มีคุณธรรม จริยธรรม ให้การดำเนินการเพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษา เป็นไปเพื่อสนับสนุน การจัดการศึกษาให้บรรลุผลลัพธ์ ให้มีการประเมินผล วิจัยและพัฒนา เป็นต้น ทั้งนี้คณะกรรมการอิสระฯ จะนำข้อสรุปที่ได้เสนอให้กับที่ประชุมคณะกรรมการปฏิรูป12คณะและคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 6 คณะ ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พิจารณา ในวันที่ 21 ธันวาคมนี้
“ทั้ง 12 ข้อเป็นเบื้องต้นที่คิดออกมาว่าเมื่อมีพ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ควรจะมีอะไรบ้าง ซึ่งสามารถแก้ไขได้ อยากให้ทุกคนเข้ามาร่วมกันคิด ทั้งนี้สุดท้ายแล้วเรามุ่งสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกโฉมเพราะการศึกษาปัจจุบันยังไม่ดีพอ และต้องเป็นการปรับใหญ่ หวังว่า จะนำไปสู่การปฏิรูปที่แท้จริง โดยวางแผนให้มีผลกระทบใน 5 ปี แต่จะเกิดผลจริงๆ น่าจะ 10 ปีที่จะเห็นผลคุณภาพการศึกษา เช่น ความเหลื่อมล้ำหายไป มีการพัฒนาความสามารถตามความถนัดของตน มุ่งสู่การมีชีวิตที่ดี ทั้งนี้ที่ผ่านมาคณะกรรมการอิสระฯ ได้มีข้อเสนอแนะหลายเรื่องไปยังรัฐบาลแล้ว เช่นเรื่องกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา คาดว่าน่าจะผ่าน การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาเร็วๆ นี้ “นพ.จรัสกล่าว
ประธานคณะกรรมการอิสระฯ กล่าวต่อว่า ส่วนการผลักดันปฏิรูปอุดมศึกษา ต้องมีความเปลี่ยนแปลงมากกว่าการตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา โดยจะต้องมีการสร้างคุณภาพบัณฑิต ที่จบออกมาแล้วทำงานไม่ได้ ขณะเดียวกันผู้รับผิดชอบผลิตบัณฑิต ซึ่งบางสาขาผลิตเกิน เช่น ครู สาธารณสุขศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ชัดเจนว่าเกิน จะดำเนินการอย่างไร รวมถึงยังมีเรื่องการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม ที่ต้องนำไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง อีกส่วนหนึ่งที่ต้องปฏิรูปคือ สถาบันอุดมศึกษา ที่จะต้องเป็นตัวผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงโดยใช้ความรู้เป็นหลัก สุดท้ายคือ อุดมศึกษา สร้างคนที่มีคุณธรรมจริยธรรม สร้างบัณฑิตที่ออกมาไม่โกง เห็นได้ว่าอุดมศึกษา ต้องปฏิรูป แต่จะปฏิรูปอย่างไรนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง การปฏิรูปอุดมศึกษาจะต้องมีความสมดุลระหว่างเสรีภาพทางวิชาการ กับการกำกับดูแล ดังนั้นพ.ร.บ.การอุดมศึกษา ในความเห็นของคณะกรรมการอิสระฯ คือการพลิกโฉมอุดมศึกษา ซึ่งคิดว่าจะออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้เร็วๆ นี้”นพ.จรัสกล่าว

