ปัจจุบันไทยมีผู้ป่วยโรคไตสูงถึง 8 ล้านคน ติด 1 ใน 3 ของอาเซียน และในการฟอกไตใช้เวลานาน 4 ชั่วโมงต่อครั้ง แต่น่ายินดีที่นักศึกษาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ประกอบด้วย ชุติวัต ธนาภิบาลวงษา, จันทัปปภา จันทร์ครบ, วรปรัชญ์ ฤทธิ์คำรบ และ ณรวี อัศวกิจธนานนท์ มี น.ส.เมทินี จรรยาสุภาพ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ใช้เวลาวิจัยพัฒนากว่า 6 เดือน สร้างนวัตกรรม “เครื่องเซนเซอร์ตรวจวัดของเสียในน้ำยาฟอกไต” ซึ่งคว้ารางวัลชนะเลิศ ประเภทอุดมศึกษา จากงาน KMITL Innovation Awards 2017 ถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
จันทัปปภา กล่าวว่า เครื่องเซนเซอร์ฯ ใช้วัดของเสียในน้ำยาฟอกไตที่ใช้แล้วแบบเรียลไทม์ เราสนใจสาร 2 ตัว คือ ยูเรีย และครีเอตินิน มุ่งเน้นในคนไข้โรคไตที่ต้องทำการฟอกเลือดด้วยเครื่อง Hemodialysis Machine เพราะคนไข้โรคไตไม่สามารถขับของเสียออกมาทางปัสสาวะได้ เราวัดของเสีย 2 ตัวนี้เพื่อบ่งชี้ว่าคนไข้ที่กำลังฟอกเลือดเพียงพอแล้วหรือยัง ทำให้ทราบทันทีว่าต้องปรับเพิ่ม หรือลดเวลาในการฟอกเลือดของคนไข้หรือไม่ ช่วยลดเวลาในการรักษา การตรวจวัดด้วยวิธีนี้จะไม่สอดใส่อะไรเข้าไปในตัวคนไข้ เพราะได้วัดกับน้ำยาฟอกไตที่ใช้แล้ว ซึ่งมีของเสียที่เราสนใจอยู่ในนั้นด้วย

เครื่องมือวัดของเสียจากน้ำยาฟอกไตที่ใช้แล้ว ประกอบด้วย กล่องวงจร และไมโครคอนโทรลเลอร์ อีกส่วนหนึ่งเป็นอิเล็กโทรด หรือเซนเซอร์ เป็นตัวให้แรงดันทางไฟฟ้ากับสารตัวอย่างเพื่อให้เกิดปฏิกิริยาภายใน และวัดค่ากระแสไฟฟ้าที่ได้จากการที่สารตัวอย่างทำปฏิกิริยา ซึ่งกระแสที่ได้จะมีความสัมพันธ์กับค่าความเข้มข้นของสารตัวอย่าง
ส่วนวิธีใช้งาน จะจุ่มเซนเซอร์ลงในสารที่ต้องการวัด โดยที่ขั้ว Working electrode (Green) จะถูกเคลือบด้วยสารพิเศษที่มีความจำเพาะเจาะจงกับยูเรีย และครีเอตินิน ทำให้ตรวจจับสารทั้งสองได้ การบ่งชี้ในชั่วโมงแรกของการฟอกไตของเสียจะออกมาก เมื่อเวลาในการฟอกผ่านไป ถ้าของเสียที่ออกมาลดน้อยลงในระดับที่ยอมรับได้ จะหยุดรักษาการฟอกเลือด ซึ่งเป็นการประหยัดทรัพยากร เพราะคนไข้แต่ละคนได้รับเวลาการรักษาที่เป็นจริงตามสภาวะที่แตกต่างของแต่ละคน
นับเป็นนวัตกรรมที่ช่วยรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคไตอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


