เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมกอปศ. ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาการจัดทำร่างพ.ร.บ.การปฐมวัยแห่งชาติ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ อย่างไรก็ตามหลักใหญ่ของการจัดทำร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ คือจะมีการจัดตั้ง คณะกรรมการการปฐมวัยแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการการปฐมวัยแห่งชาติ เพื่อเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนงาน เพราะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายส่วน ทั้ง กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ ) กระทรวงมหาดไทย (มท.)และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม. ) รวมถึงอาจจะมีหน่วยงานอื่น ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีกลไกกลาง คล้ายกับซุปเปอร์บอร์ดเพื่อเป็นแกนหลักในการดำเนินงานส่วนจะขึ้นอยู่กับหน่วยงานใดนั้นยังไม่ได้ข้อสรุป
“ปัจจุบันเรามีคณะกรรมการการการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ ซึ่งมีพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอยู่แล้ว แต่คณะกรรมการฯชุดนี้จะหมดอายุไปพร้อมกับรัฐบาล อย่างไรก็ตามการจัดทำร้างพ.ร.บ.การปฐมวัยแห่งชาติ จะทำให้การทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้มีความยั่งยืน ซึ่งโอกาสที่จะเป็นไปได้ในการตั้งคณะกรรมการปฐมวัยฯ ชุดนี้ คือให้อยู่ในกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนจะให้ใครเป็นประธานนั้น ยังต้องหารือกันต่อไป ทั้งนี้การทำงานมีความเชื่อมโยงหลายกระทรวง รวมถึงจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะใช้เงินส่วนหนึ่งจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาด้วยในการดูแลบริหารงานด้วย “นพ.จรัสกล่าว
นพ.จรัส กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ต้องมีคณะกรรมการการปฐมวัยฯ ชุดนี้ เพราะที่ผ่านมามีงานวิจัยระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกระบุชัดเจนว่า การลงทุนกับเด็กเล็กให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าการลงทุกกับผู้ใหญ่ เพราะเป็นการวางรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดเด็กทุกคนต้องได้รับการดูแล พ.ร.บ.ฉบับนี้จะดูแลครอบคลุมทั้ง เด็กสัญชาติไทยที่ขาดโอกาสทางการศึกษา เด็กที่เกิดในประเทศไทย แต่ไม่ได้สัญชาติไทย เด็กที่เกิดชายแดนไทย แต่ไม่ได้สัญชาติไทย ให้เป็นหน้าที่ที่ประเทศไทยต้องดูแล เพราะเป็นเรื่องของประโยชนที่จะเกิดขึ้น ทั้งในด้านความมั่นคง และด้านการพัฒนาประเทศในพื้นที่ชายแดน แต่การการให้ทุนต่างๆ จะเน้นให้ความช่วยเหลือเด็กที่ได้สัญชาติไทยก่อน โดยในการดูแลเด็กเล็กต้องดูเรื่องความเหลื่อมล้ำ คุณภาพการดูแล ความหลากหลายทางสังคมเหล่านี้อาจเป็นปัญหาสำหรับเด็ก ซึ่งไม่สามารถแก้ไขโดยปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติได้ ต้องวางระบบ
นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กล่าวว่า หลังจากนี้จะต้องไปรับฟังความคิดเห็นซึ่งเป็นกฎหมายที่จะต้องเร่งดำเนินการคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐบาลได้ภายในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2561 นี้ ทั้งนี้การจัดทำร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 54 เรื่องสิทธิเด็กไทย ทุกคนตั้งแต่อายุ 3 ปี ได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ส่วนเด็กที่อายุต่ำกว่านี้จะได้รับการดูแลและพัฒนา ซึ่งรัฐธรรมนูญฯกำหนดว่าให้เริ่มดำเนินการทันที ส่วนเด็กต่างชาติการดูแลจะเป็นไปตาม อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) เป็นสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ได้ รับความเห็นชอบมากที่สุดในโลกของ Unicef พ.ศ.2535

