เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือกับทางสำนักงบประมาณ กรณีจัดสรรงบเพื่อเลื่อนเงินเดือนให้พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา ประจำปีงบ 2560 ในอัตราร้อยละ 4 ส่วนข้าราชการ ร้อยละ 6 โดยขอให้กำหนดวงเงินการเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาให้เท่ากับข้าราชการ ขณะที่ที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้ใช้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2557 (ฉบับชั่วคราว) ปรับเพิ่มเงินเดือนให้กับข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษา 8% เพื่อเยียวยาและลดความเหลื่อมล้ำเรื่องเงินเดือนระหว่างครูและอาจารย์มหาวิทยาลัยว่า เรื่องนี้ถือเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ และเป็นความอนาถของวงการอุดมศึกษา ที่อาจารย์ต้องออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลขึ้นเงินเดือน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพนักงานมหาวิทยาลัยที่ขอให้ทบทวนการปรับเลื่อนเงินเดือนเท่าข้าราชการหรือข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษาขอเพิ่มเงินเดือน 8% ให้เท่ากับครูประถม ครูมัธยม อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีการเรียกร้องมานานหลายปี และทุกครั้งผู้ที่รับเรื่อง หรือผู้ที่มีหน้าที่ในการแก้ไขเรื่องนี้ก็ไม่ได้สนใจจะแก้ไขปัญหาให้อย่างจริงจัง เพียงแต่รับเรื่องตามกลไกแล้วก็ปล่อยให้ผ่านไปเช่นเคย
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า ส่วนตัวเห็นว่าวิธีการที่กลุ่มอาจารย์มหาวิทยาลัยทำอยู่ไม่เป็นผล เพราะเหมือนเป็นการจัดกิจกรรมเพื่อกดดันแบบสันติวิธี ซึ่งแนวทางนี้พอผ่านไประยะหนึ่งเรื่องจะเงียบหายไปตามระบบ ไม่มีผลต่อความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นสิ่งที่ตนอยากเห็นคืออาจารย์มหาวิทยาลัยต้องกดดันให้หนักและแรงกว่านี้ เช่น รวมตัวกันมาเรียกร้องให้มากขึ้น เพื่อกดดันให้รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เห็นความสำคัญของเรื่องนี้และแก้ไขโดยเร็ว โดยเฉพาะ นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. ซึ่งกำกับดูแลอุดมศึกษาและจะเข้ามาผลักดันให้เกิดกระทรวงการอุดมศึกษา การแยกอุดมศึกษาจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้หากยังไม่เร่งแก้ไขเรื่องนี้ ขณะเดียวกันการผลิตงานวิจัยเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาประเทศยิ่งเป็นเรื่องยาก หากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยยังขาดขวัญกำลังใจ และไม่มีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง ดังนั้นเรื่องนี้ถือเป็นปัญหาลำดับแรกๆ ที่คนที่เข้ามาดูแลอุดมศึกษาต้องหาทางแก้ไข เพราะเป็นเรื่องที่มีผลกระทบในวงกว้าง และไม่เคยมียุคไหนที่อาจารย์มหาวิทยาลัยถูกดูแคลนเท่ายุคนี้

