หน้าแรก ในประเทศ ศาสนา เมื่อความรู้เ...

เมื่อความรู้เปลี่ยน แต่ “ตำราประวัติศาสตร์” ไม่เปลี่ยน

30.12.17 | 11:35 น.

ทุกปี ความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีนับว่าเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่อย่างที่รู้ๆ กันตำรับตำราเรียนวิชาประวัติศาสตร์บ้านเรากลับไม่ค่อยก้าวหน้านัก ถ้าเทียบกับบางประเทศ

การเขียนบทความวิพากษ์ทบทวนวิชาประวัติศาสตร์โบราณคดีที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาไทยในรอบปีที่ผ่านมา เป็นโจทย์ยาก บางเรื่องพูดได้ บางเรื่องพูดแล้วไม่ดี เพราะเราอยู่ในประเทศที่ไม่มีเสรีภาพในการแสดงความเห็นมากนัก ในที่นี้ขอเริ่มต้นจากการอัพเดทความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีเสียก่อน เพื่อชี้ให้เห็นว่าเนื้อหาในตำรานั้นมีปัญหา จากนั้นค่อยพูดถึงปัญหาอื่นๆ

ประวัติศาสตร์กระแสรองเปลี่ยน แต่กระแสหลักไม่เปลี่ยน

ประเด็นใหญ่ที่สุดในรอบปี เห็นจะเป็นเรื่องการครบรอบ 250 ปี เสียกรุงครั้งที่สอง การตลาดจึงเดินคู่ไปกับวิชาการ นำไปสู่การจัดเสวนาต่างๆ การตีพิมพ์หนังสือ และทำสารคดีทางโทรทัศน์ ซึ่งล้วนต่างพยายามเปลี่ยนการรับรู้ต่อประวัติศาสตร์อยุธยาเสียใหม่
ประเด็นหลักของงานมีทั้งที่ทบทวนความรู้ที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับการเสียกรุง เช่น เดิมที่เชื่อว่ากรุงศรีอยุธยาเสียด้วยทัพโจรของพม่า ตามข้อเสนอของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

แต่ผลการค้นคว้าของนักวิชาการในปัจจุบันพบว่า กองทัพพม่าวางแผนมาอย่างดี และระบบขุนนางและไพร่ในอยุธยาถูกทำให้อ่อนแอจากปัญหาการเมืองภายในอยุธยาเอง อย่างไรก็ดี ข้อเสนอข้างต้นไม่ใช่เรื่องใหม่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ และ สุเนตร ชุตินธรานนท์ ได้กล่าวมานานร่วมสิบปีแล้ว

Advertisement

นอกจากเรื่องเสียกรุงครบ 250 ปีแล้ว หัวเรื่องที่มักตามมาก็คือเรื่องพระเจ้าตาก ที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็นการเปิดเผยข้อมูลว่า พระเจ้าตากไม่ได้หนีไปจันทบุรี หากแต่ได้รับคำสั่งจากกรุงศรีอยุธยาให้ไปรวบรวมกำลังพลที่จันทบุรี ประเด็นข้างต้นนี้เท่ากับว่าเราต้องเขียนตำราเรียนประวัติศาสตร์กันใหม่เลยทีเดียว

นอกจากนี้ ยังมีความพยายามชี้ชวนให้มองว่า คนไทยควรต้องคิดทบทวน ไม่มองประวัติศาสตร์การเสียกรุงให้เป็นบาดแผล หรือใช้เพื่อชาตินิยมอีกต่อไป ต้องสลัดให้พ้นจากวาทกรรมประวัติศาสตร์แบบเดิมๆ ดังเช่นที่ สมฤทธิ์ ลือชัย เสนอให้ “ถอดรื้อบทเรียน เข้าถึงความรู้มากกว่าความแค้น” (จากประชาไท)

แต่น่าเสียดายว่า ตำราเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไทยทุกวันนี้ ก็ยังบรรจุไปด้วยเรื่องความแค้นระหว่างไทยรบพม่าเป็นหลัก “ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด” กรอบคิดของคนไทยจึงยากที่จะหลุดพ้นไปได้ไกลกว่านี้

โบราณคดีก้าวหน้า แต่ยังไม่ค่อยถูกใช้ในงานประวัติศาสตร์

ทุกปีมีการขุดค้น และสำรวจพบหลักฐานโบราณคดีใหม่ๆ มากมาย น่าเสียดาย ข้อมูลเหล่านี้จากกรมศิลปากรยังไม่ได้เชื่อมโยงถ่ายเทลงสู่ระบบการศึกษาภาคบังคับมากนัก ทั้งนี้ เพราะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ยังขาดการทำงานเชิงบูรณาการที่จะนำแหล่งโบราณคดีมาพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้

ตัวอย่างเช่น แหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร จ.สุพรรณบุรี นักโบราณคดีที่คุมแหล่งโบราณคดีนี้คือ ศุภมาศ ดวงสกุล และคณะ จากสำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี ได้ส่งต่อความรู้สู่ชุมชน และโรงเรียน ซึ่งน่าชื่นชม ที่นี่ได้ขุดพบหลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ยุคหินใหม่ มีอายุ 4,200 ปี พบหลักฐานสำคัญ เช่น หม้อสามขา และหม้อมีเขามีนม ซึ่งสะท้อนการนับถือสัตว์ และผู้หญิง

นี่เป็นแค่หนึ่งในทรัพยากรในมือของกรมศิลปากร ซึ่งเรื่องนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ควรต้องคิดว่าอนาคตควรจะบูรณาการความรู้กับกรมศิลปากรอย่างไร เพราะถ้าหากร่วมมือกันได้ นักเรียนจะมีแหล่งเรียนรู้ใกล้โรงเรียนเพิ่มขึ้นอีกเป็นร้อยเป็นพันแห่ง

ในกรณีของข้อมูลที่ดูจะสวนทางกับสิ่งเคยรับรู้กันมาในสังคม ที่น่าสนใจคือ จากการทำงานของกรมศิลปากร พบว่า ในชั้นดินของพระราชวังหลวง และวัดพระศรีสรรเพชญ ไม่พบชั้นถ่านที่แสดงไฟไหม้ ดังนั้น จินตนาการที่เชื่อว่าพม่าเผากรุงศรีวอดวายทั้งหมดที่เป็นวาทกรรมในสังคม หรือที่ครู (บางท่าน) สอนกันนั้น ไม่ถูก อาจต้องคิด และทบทวนกันใหม่

ความจริงแล้ว ในแต่ละปีกรมศิลปากรมีการสำรวจ และขุดค้นทางโบราณคดีจำนวนมาก แน่นอนว่าได้สร้างองค์ความรู้ต่างๆ มากมาย แต่ต้องยอมรับว่าการเผยแพร่ข้อมูลยังน้อยเกินไป ทว่าก็มีที่น่าชื่นชม โดยเฉพาะสำนักศิลปากรบางแห่ง เช่น สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ ที่เผยแพร่ข้อมูลการสำรวจ และการขุดค้นให้ประชาชนได้รับทราบอยู่เสมอ การเผยแพร่ข้อมูลนั้นสำคัญ เพราะช่วยขยายพรมแดนความรู้ และสลายความเชื่อผิดๆ เช่น เชื่อว่าเวียงเจ็ดลินมีอายุหลายพันปีทั้งๆ ที่ขัดแย้งกับหลักฐานโบราณคดี

หมายความว่าความไม่ก้าวหน้าของตำราเรียนนั้น สามารถแก้ไขได้ด้วยกลไกอื่นด้วย นั่นคือให้สถาบันที่เกี่ยวข้องกับความรู้ช่วยเผยแพร่ข้อมูลให้มากขึ้น

การปรับเปลี่ยนตำราไม่ใช่เรื่องง่าย

ถึงแม้ว่าข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีจะก้าวหน้าไปมาก มากชนิดที่ควรต้องเขียนตำราเรียนใหม่ แต่ก็ทำไม่ได้ง่ายๆ เพราะมีหลายปัจจัย ครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยคิดจะเขียนตำราเรียน จึงได้ศึกษาระบบ และกลไกต่างๆ อยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ เพราะต้องเรียนต่อปริญญาเอกเสียก่อน

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ตำราเรียนประวัติศาสตร์นั้น ถ้าพูดอย่างรวบรัดที่สุด สาเหตุหลักที่ตำราไทยไม่เปลี่ยนง่ายๆ มาจาก 3 ปัจจัยหลักคือ

1.ประวัติศาสตร์ไทยถูกทำให้เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ แตะไม่ได้ ซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบการศึกษามาก เพราะเพียงเท่านี้ก็ทำให้บรรยากาศของการถกเถียงในโรงเรียนไม่สามารถเกิดขึ้นได้แล้ว

2.กลุ่มผู้เขียนตำรา และกำหนดเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ เป็นนักวิชาการที่มีกรอบคิด (approach) แบบเก่า เนื้อหาตำรายังเป็นประวัติศาสตร์แบบอาณาจักร และรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางของกรุงเทพฯ ลองไปดูเนื้อหาประวัติศาสตร์ที่อบรมกันทุกปี จะพบว่าแทบไม่พ้นการบรรยายเรื่องประวัติศาสตร์สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์

เช่นเดียวกันกับการพูดถึงเรื่อง “การปฏิรูปการศึกษา” ซึ่งเป็นคำที่ใช้เป็นประโยชน์ทางการเมือง และการปฏิวัติมากกว่า สิ่งที่รัฐมักกระทำต่อนักเรียน และครูเสมอ คือการเพิ่มเนื้อหาประวัติศาสตร์ลงไปในตำราเรียนให้มากขึ้น จนกลายเป็นตำราเพื่อจำ ไม่ใช่เพื่อคิด นอกจากนี้แล้ว จากประสบการณ์ ต่อให้จะพยายามปฏิรูปอย่างไรก็คงไม่สำเร็จ เพราะวัตถุดิบที่เป็นความรู้ที่ดีนั้น กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้มีอยู่ในมือ กล่าวอีกแบบคือมีแต่หลักการ และนโยบาย แต่ไม่มีเนื้อหาที่ดี ก็ยากนักที่จะปฏิรูปได้สำเร็จ

3.ระบบการผลิตตำราเรียนอยู่ในมือเอกชน แน่นอนว่าการให้เอกชนผลิตตำรานั้น เกิดขึ้นจากนโยบายสื่อเสรี ซึ่งมีข้อดีคือทำให้เกิดการเปิดกว้าง ไม่ผูกขาดเนื้อหา แต่ก็ทำให้บริษัทเอกชนไม่กล้าจะรื้อตำราเรียนเพื่อเขียนใหม่ง่ายๆ เพราะเท่ากับเพิ่มต้นทุน และความเสี่ยงที่จะตรวจแล้วไม่ผ่านคณะกรรมการพิจารณา ซึ่งบางครั้งกรรมการพวกนี้เอง ก็คืออุปสรรคหนึ่งของการพัฒนาเนื้อหาใหม่ๆ ขึ้น การปรับเปลี่ยนแต่ละครั้ง จึงแค่ปรับในส่วนของรายละเอียดไม่ใช่โครงสร้างของเนื้อหา

นอกจากนี้แล้ว ถามว่าการเลือกตำราที่ใช้กันตามโรงเรียนต่างๆ นั้น เลือกจากอะไร ด้านหนึ่งคงเลือกจากคุณภาพของตำรา แต่อีกด้านแล้วก็เลือกจากโปรโมชั่น ราคา และผลประโยชน์บางอย่างที่ได้รับ

ทางแก้ทางหนึ่งคือ อนาคตควรต้องมีการทำพิมพ์เขียวตำราเรียนวิชาประวัติศาสตร์ขึ้นมา โดยจัดทำขึ้นจากคณะกรรมการ นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดีชั้นนำ และต้องมีสัดส่วนของคนรุ่นใหม่ที่มากขึ้น แต่การทำงานนี้ต้องไม่ใช่การผูกขาดความรู้ หากแต่เป็นต้นแบบว่าเนื้อหาประวัติศาสตร์ และกลวิธีการเขียนแบบใดที่จะช่วยให้เด็กสามารถอ่านแล้วคิดเป็น ส่วนครูเองก็สามารถนำไปใช้สอนได้ด้วย เพราะต้องยอมรับว่าครูจบทางด้านประวัติศาสตร์โดยตรงนั้น มีไม่เพียงพอ ต่อให้อบรมกันมากเท่าไหร่ ถ้าตำราไม่ดีก็อาจจะไม่ช่วยให้บรรลุไปถึงเป้าหมายปลายทางได้

การเมืองแทรกแซงวิชาประวัติศาสตร์ ความฝันที่ภาระมาอยู่กับเด็ก

ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมาหลังจากการปฏิวัติของ คสช.มีนโยบายชัดเจนว่าต้องการใช้ประวัติศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการสร้างความปรองดอง จึงนำไปสู่แนวคิดในการแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมาเป็นรายวิชาเฉพาะ ไม่ใช่รวมอยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม และย้ำให้นักเรียนกับครุทุกคนต้องรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อปีที่ผ่านมาจนถึงปีนี้ ทั้งรัฐมนตรี และเลขาธิการ สพฐ.ยังต้องการเพิ่มความเข้มข้นในวิชาประวัติศาสตร์ให้มากขึ้นไปอีก

แต่แนวคิดที่ว่า ก็ไม่มีเนื้อหา และทิศทางที่ชัดเจนว่า ความเข้มข้นที่ว่านั้นคืออะไร นอกเหนือไปจากความเข้มข้นของเวลาเรียนที่เพิ่มขึ้น และยังเน้นปลายทางแบบเก่า คือการสอบโอเน็ต ซึ่งหมายความว่าเด็กต้องเรียนแบบท่องจำ

จะว่าไป การสร้างความปรองดองของชาติ แทนที่จะไปแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่กลับไปผลักภาระการสร้างความปรองดองความสามัคคีที่เด็ก เด็กไทยจึงต้องเรียนหนักขึ้นโดยไม่จำเป็น เรียนเพื่อแก้ปัญหาทางการเมือง ไม่ใช่เรียนเพื่อความรู้ และ “เป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า” ที่พร้อมจะใช้ความรู้เพื่อสร้างอนาคต

ด้วยความผันผวนทางการเมือง จะเห็นได้ชัดว่า รัฐมนตรี และบุคคลากรภายในสับเปลี่ยนกันเป็นว่าเล่น พอคนใหม่มาก็อยากทำผลงาน ก็ทำให้แผนงาน และโครงการต่างๆ ต้องสะดุด งบประมาณก็ถูกโยกเพื่อสนองต่อการทำผลงาน จนทำให้บางโครงการต้องล้มไป หรือดีหน่อยก็เปลี่ยนชื่อ ยังไม่ต้องพูดกันว่า ผู้มีอำนาจเหล่านั้นเข้าใจปรัชญาของการศึกษามากน้อยแค่ไหน

ในแง่ของบุคลากรเอง เช่น ครู พบว่าในรอบไม่กี่ปีนี้ มีการอบรมกันมากขึ้น มีทั้งอบรมโดยนักวิชาการบ้าง อบรมโดยทหารบ้าง ซึ่งข้อมูลบางครั้งก็มีความสับสนขัดแย้งกัน มีครูบางส่วนที่ได้ไปอบรมการเรียนประวัติศาสตร์แนวใหม่ เป็นเรื่องน่ายินดี แต่ยังไม่เห็นการพัฒนาองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ชนิดใหม่ขึ้นมาแทนที่แบบเรียนรุ่นเก่าได้ทันการความรู้ที่เกิดจากการอบรม ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเรื่องนี้อาจต้องใช้เวลา และแรงต่อสู้อีกมหาศาล เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในตำราย่อมไปกระทบต่อความชอบธรรมของอำนาจทางการเมืองของคนบางกลุ่ม และความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่มีต่อประเทศ

แต่ทั้งนี้ ต่อให้การเมืองผันผวนอย่างไร สิ่งที่ สพฐ.ต้องคิดด้วยก็คือ การสร้างความเข้มแข็งของนโยบาย และหลักสูตรที่มากพอ การมีแผนการทำงานระยะยาว จนยากที่คนที่มีอำนาจจากภาคการเมืองจะมาปรับเปลี่ยนอะไรโดยง่าย (แต่อย่างว่าระบบการเมืองไทยนั้น ก็ทำให้ข้าราชการต้องยอมสยบ ความจริงแล้ว รัฐมนตรีควรฟังเสียงของพวกเขาบ้าง และต้องไม่ลืมว่าการตัดสินใจของท่านนั้นจะส่งผลต่อความทรงจำทางประวัติศาสตร์ของเด็กนักเรียนในระยะยาว)

สุดท้ายนี้ ถ้าทิศทางของวิชาประวัติศาสตร์ ยังต้องตอบสนองต่อทุน และการเมืองเช่นนี้ ยังย่ำอยู่กับวาทกรรม และเนื้อหาแบบเดิมๆ โดยไม่อัพเดทเปลี่ยนแปลง มันก็คงเป็นเรื่องยากที่จะสอนให้นักเรียนไทยคิดวิเคราะห์เป็น นอกจากปลูกฝังความเชื่อ และท่องอาขยานกันต่อไป