ช่วงปี 2560 ที่ผ่านมาถือว่าแวดวงอุดมศึกษามีปัญหามากมายทั้งเรื่องธรรมาภิบาล การสรรหาอธิการบดีจากคนนอก การเคลื่อนไหวขอเพิ่มเงินเดือนให้กับอาจารย์ 8% การเรียกร้องให้สำนักงบประมาณตั้งงบประมาณเพื่อเลื่อนเงินเดือนให้กับพนักงานมหาวิทยาลัย 6% การเคลื่อนไหวตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา คุณภาพบัณฑิต มหาวิทยาลัยรับตรงหลายรอบซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน นำมาสู่ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาหรือทีแคส และที่สำคัญเกิดการแย่งชิงนักศึกษาเนื่องจากจำนวนประชากรวัยเรียนลดน้อยลง ด้วยเหตุนี้ “มติชน” จึงสัมภาษณ์ *นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์* อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) ถึงทิศทางอุดมศึกษาว่าจะก้าวเดินอย่างไรในปี 2561
๐ปี 2560 อุดมศึกษามีพัฒนาการหรืออุปสรรคอะไรบ้าง
ถือเป็นความโชคดีของอุดมศึกษาไทย เพราะนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้การสนับสนุน ทั้งโครงการพัฒนาสถาบันศักยภาพสูง ซึ่ง สจล.ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน (Carnegie Mellon University) จัดตั้งมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University) เริ่มรับนักศึกษาในปีการศึกษา 2561 คิดว่าจุดเริ่มต้นครั้งนี้จะเป็นต้นแบบให้มหาวิทยาลัยอื่น ๆ จับมือกับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ ความโชคดีอีกอย่างหนึ่งคือ ได้นพ.อุดม คชินทร คนอุดมศึกษา มาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. เชื่อว่าจะเข้ามาผลักดันให้เกิดการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาได้เร็วขึ้น ดังนั้น ส่วนตัวในฐานะที่เป็นประธานทปอ. และอธิการบดี สจล. จึงรู้สึกมั่นใจในการพัฒนาการอุดมศึกษาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ขณะเดียวกันเป็นนิมิตหมายที่ดี ทปอ.เองมีความแน่นแฟ้นมากขึ้น ซึ่งนโยบายของผม คือ ทปอ. บวกบวก หมายถึงทิศทางการพัฒนาอุดมศึกษาจากนี้ ไม่ใช่แค่มหาวิทยาลัยรัฐ หรือกลุ่มทปอ.เท่านั้น ยังขยายความร่วมมือการทำงานไปยังมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) และมหาวิทยาลัยเอกชนด้วย อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย ควรจะมองทั้งข้างบนและข้างล่าง ข้างบนคือ ต้องจับมือกับหน่วยงานที่มีศักยภาพ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่อยู่โดยรอบเพื่อให้องค์กรที่มีศักยภาพดึงเราให้พัฒนาไปไกลขึ้น ขณะเดียวกันต้องจับมือประสานกับหน่วยงานที่อยู่ด้านล่าง เพื่อให้เกิดความช่วยเหลือ พัฒนาการจัดการศึกษาในระบบเครือข่าย สำหรับหน่วยงานที่อยู่ด้านล่าง เราไม่ได้หมายความว่า เขาด้อยกว่า เพียงแต่เราอาจมีทรัพยากรที่มากกว่า และการจับมือไม่ใช่แค่ในระดับมหาวิทยาลัย แต่จะลงไปในระดับมัธยมศึกษาในพื้นที่ ตรงนี้คือวิสัยทัศน์ของผมในฐานะที่เป็นประธานทปอ.
๐มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างไร เพราะตอนนี้เด็กเข้าเรียนลดลง
สถานการณ์อัตราการเกิดลดลง ส่งผลให้ผู้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยลดลง เห็นได้ชัดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผลกระทบจะเกิดขึ้นกับมหาวิทยาลัยเอกชนเป็นอันดับแรก หลายแห่งจากที่รับเด็กเข้าเรียนได้เป็นหมื่นคน ยอดลดเหลือเพียงหลักพันคน กลุ่มต่อมาที่กระทบคือ มรภ. ก่อนจะมาถึง ทปอ. แต่เราจะปล่อยให้สถานการณ์นี้เกิดขึ้นโดยที่เราไม่ปรับตัวไม่ได้ สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับทั่วโลกทั้ง เกาหลี ญี่ปุ่น แนวทางแก้ไขคือ ต้องเปลี่ยนมุมมองความคิด โดยมหาวิทยาลัยไม่ได้เปิดรับเฉพาะเด็กที่จบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเข้าเรียนในระดับปริญญาตรีเท่านั้น ยังต้องมองไปถึงการจัดการศึกษาที่สูงกว่าระดับปริญญาตรี คนในวัยทำงานบางสาขาที่ต้องการพัฒนาตัวเองในระดับที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปริญญาโท ปริญญาเอก ที่ต้องมองไปถึงการเรียนในหลักสูตรออนไลน์หรือหลักสูตรดิจิทัล ที่ต้องพัฒนาอย่างจริงจัง เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มผู้เรียนได้มากขึ้น รวมถึงผู้เรียนกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านและอาเซียน เช่น ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ โดยต้องเร่งพัฒนาหลักสูตรนานาชาติ และสื่อสารไปยังมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้เร่งปรับตัวมากขึ้น
๐ทปอ.ยังยืนยันเปิด-ปิดภาคเรียนตามอาเซียน?
การเปิด-ปิดภาคเรียนตามกลุ่มประเทศอาเซียนถือเป็นแนวทางที่ดี เพราะหากจำนวนเด็กที่เข้าเรียนในระดับปริญญาตรีในบ้านเราน้อยลง เราต้องหากลุ่มอื่นมาเติมเต็ม อย่างเช่น ประเทศลาว กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ซึ่งประเทศเขามีมหาวิทยาลัยดัง ๆ น้อย แทนที่จะส่งลูกไปเรียนยุโรป ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ฯลฯ ทำอย่างไรให้คนกลุ่มนี้ส่งลูกมาเรียนในประเทศไทย แต่ประเด็นคือเรายังปรับตัวเรื่องนานาชาติน้อย หลายมหาวิทยาลัยไปได้เร็ว แต่ก็ยังน้อย มีไม่กี่แห่ง ทั้งที่จริงแล้ว หลักสูตรนานาชาติโดยเฉพาะในภูมิภาคมีความจำเป็นอย่างมาก ส่วนงานวิจัยเรื่องการเปิด-ปิดภาคเรียนตามประเทศอาเซียน ซึ่ง ทปอ. มอบให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ดำเนินการนั้น ล่าสุดทาง มก.เสนอผลวิจัยมาให้ทปอ.พิจารณาแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างการปรับแก้ เบื้องต้นสรุปว่า การเปิด-ปิดภาคเรียนตามอาเซียน หรือกลับไปเปิดเทอมแบบเดิมมีข้อดีทั้งคู่ แต่ทิศทางของ ทปอ. ยังอยากเปิด-ปิดภาคเรียนตามประเทศอาเซียนอยู่ มีเพียงมหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่กลับไปเปิด-ปิดภาคเรียนแบบเดิมซึ่งก็ขึ้นอยู่กับเหตุผลของแต่ละที่
๐สจล.มีเด็กจากประเทศเพื่อบ้านมาเรียนมากน้อยแค่ไหน?
มี แต่ไม่มากเท่าไร ส่วนใหญ่มาจากประเทศลาว เวียดนาม อินเดีย เนปาล ส่วนใหญ่เลือกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่เราได้เด็กลุ่มนี้เพราะ สจล.เคยทำโครงการร่วมกับประเทศญี่ปุ่น แต่ในอนาคต สจล.ต้องยืนให้ได้ด้วยตัวเอง ปรับตัว พัฒนาหลักสูตรนานาชาติเพิ่มมากขึ้น
๐มหาวิทยาลัยอื่น ๆ อย่าง มรภ. มทร. ควรปรับตัวอย่างไรบ้าง
ผมมีโอกาสได้นั่งเป็นกรรมการสภา มทร.ศรีวิชัย และเป็นกรรมการสภา มรภ.นครราชสีมา อยากบอกว่า ทั้ง มรภ.และมทร. มีศักยภาพ และทำประโยชน์ให้คนในพื้นที่ได้เป็นอย่างมาก เพราะคนที่มาเรียนก็เป็นคนในพื้นที่ ซึ่งไม่ใช่แค่มรภ. และมทร.เท่านั้นที่ต้องปรับ มหาวิทยาลัยชั้นนำ กลุ่มท็อป 5 หรือท็อป 10 ก็ต้องปรับ ผมคิดว่าเราควรต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน ไม่ใช่แข่งขันกัน แต่เราต้องแข่งขันกับประเทศที่เก่งกว่า เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งด้านวิชาการ และนักศึกษา ผลพลอยได้อีกอย่างที่เราจะได้รับ คือผู้เรียนในระดับปริญญาโทและเอก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมาจากบุคลากร และคณาจารย์ในกลุ่มมทร. และมรภ. ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพ เพื่อกลับไปสอนยังมรภ. มทร. ตรงนี้เป็นการเติมเต็มซึ่งกันและกัน รวมถึงยังเป็นการสร้างอาจารย์ที่มีคุณภาพให้มากขึ้นด้วย
๐ควรลดการผลิตสายสังคมศาสตร์หรือไม่ เพราะแนวโน้มประเทศต้องการด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี?
การเรียนในสายสังคมศาสตร์ยังจำเป็น และในต่างประเทศสายสังคมศาสตร์ ก็เป็นสายสำคัญ แต่เราต้องมองภาพของการพัฒนาโลกในยุคปัจจุบันที่มีการพัฒนาอย่างหักศอก และหักศอกโดยเทคโนโลยี เช่น เมื่อก่อนเราใช้โทรศัพท์แบบปุ่มกด *สตีฟ จอบส์* มาคิดโทรศัพท์ไอโพน ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงแบบหักศอก ทำให้บริษัทที่คิดโทรศัพท์แบบปุ่มกดเจ๊ง ทุกอย่างถูกผลักดันและเปลี่ยนแปลงโดยเทคโนโลยีอย่างรุนแรง หากประเทศใดไม่มีความเข้มแข็งทางเทคโนโลยี ก็จะเป็นผู้ตาม กินน้ำใต้ศอก ดังนั้นถ้าโลกเป็นแบบนี้เราจะอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องวิ่งให้ทันโลก การผลิตบัณฑิตจึงต้องเน้นวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งปัจจุบันผู้เรียนด้านวิทยาศาสตร์ขั้นสูงยังน้อย เท่าที่ทราบไม่ถึง 5% ของความต้องการกำลังคน ดังนั้นมหาวิทยาลัยต้องเน้นให้ความสำคัญกับการเพิ่มผู้เรียนในสายนี้ ซึ่งปัจจุบันมหาวิทยาลัยในกลุ่ม ทปอ. เน้นเปิดสอนในสายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมากอยู่แล้ว แต่จำนวนที่มากก็ยังถือว่า ไม่มากพอ ยังน้อย สู้ประเทศอื่น ๆ ไม่ได้มาก อย่างกลุ่มวิศวกรรมศาสตร์ ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยเปิดสอนประมาณ 65 แห่ง แต่จบออกมาแล้วไม่สามารถทำงานได้จริง ๆ ปัญหาแรก คือเนื้อหาหลักสูตรที่ติดปัญหา ข้อกำหนดการรับรองของสภาวิชาชีพ เป็นต้น
๐นโยบายแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัย?
ผมไม่ขัดแย้งเรื่องการแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัย แต่มรภ.ก็ยังต้องทำวิจัยและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ทุกมหาวิทยาลัยยังต้องทำวิจัยเพื่อเข้าไปช่วยพัฒนาท้องถิ่น จะหยุดนิ่งไม่ได้ เพียงแต่มหาวิทยาลัยกลุ่มนี้อาจมีทรัพยากรหรือประสบการณ์ไม่เท่ามหาวิทยาลัยในกลุ่มทปอ. ขณะเดียวกันทปอ.เองก็ต้องการความร่วมมือกับกลุ่มมรภ. และมทร. เพื่อเป็นตัวเชื่อมกับชุมชน และท้องถิ่น เพื่อนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์กับประเทศ ไม่อย่างนั้นจะเป็นอย่างที่เขาว่า เราทำงานวิจัยขึ้นหิ้ง ใช้ไม่ได้จริง การทำงานรูปแบบนี้ เป็นเหมือนความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกัน ไม่ใช่ว่า เราพึ่งเขา หรือเขาพึ่งเรา แต่เราเป็นเครือข่ายที่ทำงานร่วมกัน
การแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัย ผมไม่อยากจะบอกว่าผิดหรือถูก แต่มหาวิทยาลัยในต่างประเทศไม่ใครทำแบบนั้น ผมคิดว่า ถ้าไปบอกให้มหาวิทยาลัยใดทำแต่สิ่งเดียว ทั้งที่เขาอาจจะทำได้หลายอย่าง อาจจะเป็นการจำกัดศักยภาพ ดังนั้นการแบ่งกลุ่มทำได้ แต่ขอให้ทำแบบหลวม ๆ ไม่ใช่แบ่งกลุ่มเพื่อการกีดกัน หรือแบ่งกลุ่มเพื่อเป็นกำแพง อยากให้เป็นการแบ่งกลุ่มเพื่อจะรู้ว่าเราจะเข้าไปช่วยพัฒนา หรือเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันอย่างไร
๐ปัญหาธรรมาภิบาล?
ยอมรับว่ามหาวิทยาลัยมีปัญหาธรรมาภิบาล ดังนั้น คนมหาวิทยาลัยต้องมาทบทวน มหาวิทยาลัยสอนคนเรื่องสปิริต สอนคนให้รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ดังนั้นเราต้องมีสปิริตของความเป็นครู พูดแบบนี้ไม่ได้ว่าใคร แต่เราต้องทบทวนตัวเอง ผมเองก็ทบทวนตัวเองในทุก ๆ วัน บางวันทำงานหนักมาก พูดจาไม่ระวัง กลับไปบ้านก็ทบทวนตัวเอง พรุ่งนี้ทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้หรือไม่ เพราะคนทุกคนห่างไกลจากความเพอร์เฟ็กต์ แต่ต้องพยายามเรียนรู้ ถ้าคนเราคิดอย่างนี้ก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น ที่ผ่านมาผมเองก็เคยโดนใบปลิวโจมตี ทุกครั้งที่โดนอะไรแบบนี้ จะนึกถึงคำสอนของพ่อ ที่บอกเสมอว่า การเป็นผู้นำ เป็นคนที่อยู่ข้างหน้าคนอื่น แรงปะทะก็จะมากกว่าคนอื่น ถ้าคิดจะเป็นผู้นำก็ต้องเข้าใจความเป็นจริง ที่สำคัญความรัก ความเกลียดเป็นมายา ความจริงคือ ผลงาน ต้องเป็นที่ประจักษ์ ทำงานอะไร ก็ต้องทำให้ดีจริง
๐เป็นศาสตราจารย์ที่อายุน้อยที่สุด?
ผมรู้สึกสนุก ชอบที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลง ไปอยู่ตรงไหน ชอบทำงาน ชอบความเปลี่ยนแปลงถ้าวันไหนไม่ได้ทำงาน รู้สึกว่าไม่ใช่เรา เมื่อก่อนผมเป็นวิศวกร ก็จะอินกับความเป็นวิศวกร แต่วันนี้ สารภาพว่า กำลังอินกับเรื่องการศึกษา อยากเห็นการศึกษาของประเทศไทยมีความเปลี่ยนแปลง
๐การใช้ชีวิตแต่ละช่วง มีเป้าหมายหรือไม่?
ผมเป็นคนมีโฟกัส จะโฟกัสกับสิ่งที่ดีที่สุด คนเราจะทำอะไรให้สำเร็จ ต้องโฟกัสทีละเรื่อง เช่น วันนี้ผมเป็นอธิการสจล. พลังของผมจะต้องอยู่ที่สจล. เป็นประธานทปอ. พลังก็จะอยู่ที่ทปอ. และผมไม่ทะเยอทะยานว่า ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่คิด ถึงจุดหนึ่งถ้าเห็นว่า เราควรมีความเปลี่ยนแปลง ผมก็จะเปลี่ยนไปโฟกัสที่จุดนั้น

