‘นพ.อุดม’นัดถกปฏิรูปอาชีวะ10 ม.ค.นี้ เผย 3 แนวทาง ‘เพิ่มคุณภาพหลักสูตร-เทียบโอนหน่วยกิต-เปิดช่องเพิ่มทักษะชั้นสูงตามสายงาน’

8.01.18 | 11:56 น.

กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เร่งดำเนินการปฏิรูปอาชีวศึกษาใหม่ ให้ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ ภาคธุรกิจ และทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. มอบหมายให้ นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. เป็นประธานดำเนินการเรื่องดังกล่าว และเร็ว ๆ นี้จะเชิญกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ทั้ง 9 แห่ง รวมถึง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(มจพ.) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) มาหารือทิศทางการปรับหลักสูตร ปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ ให้การเรียนการสอน ให้ผู้ที่จบอาชีวะสามารถเรียนต่อปริญญาตรีได้ทันทีนั้น

เมื่อวันที่ 7 มกราคม นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. เปิดเผยถึงความคืบหน้าว่า ตนได้เชิญผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) และทีมงานของตนที่ได้รับมอบหมายจากนพ.ธีระเกียรติให้ดำเนินการเรื่องดังกล่าว มาหารือร่วมกันในวันที่ 10 มกราคม โดยก่อนหน้านี้ตนมอบการบ้านให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปศึกษาข้อมูลเพื่อนำกลับมาหารือถึงแนวทางว่าจะทำอย่างไรเพื่อตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเบื้องต้นมี 3 แนวทาง คือ 1.เพิ่มคุณภาพหลักสูตร เช่น จัดหลักสูตรตามแนวทางของโคเซ็น ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตอนนี้สถานศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(เอ็มโอยู)กับโคเซ็นอยู่แล้ว เป็นการนำหลักสูตรของโคเซ็นมาใช้ โดยเป็นหลักสูตร 5 ปี คือรับนักเรียนชั้นม.3 มาศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.)และอนุปริญญาตรี รวมระยะเวลา 5 ปี ซึ่งก็ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้มีการขยายไปยังวิทยาลัยอื่นๆ 2.การเทียบโอนหน่วยกิตซึ่งตอนนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่ อย่างไรก็ตามแนวทางนี้ยังไม่ใช่แนวทางที่เราต้องการ เพราะเราไม่อยากให้เด็กอาชีวะมุ่งปริญญา แต่อยากให้มีทักษะชั้นสูงในสายงานตัวเองมากกว่า และ 3.อยากให้อาชีวะพัฒนาศักยภาพของตัวเองเพื่อเป็นทักษะชั้นสูงในสายงานของตัวเอง ซึ่งเป็นแนวทางที่เราต้องการ เหมือนอย่างประเทศเยอรมัน ญี่ปุ่น ที่จะมีความเชี่ยวชาญในสายงานของตนเอง ซึ่งจะตอบโจทย์ความต้องการของสถานประกอบการ

นพ.อุดม กล่าวต่อว่า หลังจากได้ตุ๊กตาจากการหารือดังกล่าวแล้ว สัปดาห์ถัดไปจะเชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาหารือรายละเอียดต่อไป เช่น กลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) ตัวแทนอาชีวะ และเอกชน เป็นต้น ทั้งนี้หลังจากที่เพิ่มคุณภาพหลักสูตรแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายจะหารือกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.)เพื่อตีวุฒิออกมาเป็นเงินเดือนเพื่อการันตีเงินเดือนให้กับผู้จบสายอาชีวะต่อไป เพราะอย่างระดับระดับปริญญาตรี โท เอก ก.พ.ได้การันตรีเงินเดือนให้ อย่างวุฒปริญญาตรี เงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท/เดือน ปริญญาโท 16,000 บาท/เดือน ปริญญาเอก 35,000 บาท/เดือน

นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เรื่องปฏิรูปอาชีวะตามที่ภาคเอกชนและรัฐบาลต้องการ เป็นโจทย์ที่ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่เกิดมามานานแล้วแต่ยังไม่สามารถทำได้ ยิ่งให้เวลาแค่ 3 เดือน มองว่ายิ่งยาก หรืออย่างการทลายกำแพงระหว่างคณะลงเพื่อให้บูรณาการระหว่างศาสตร์ด้วยกันโดยจะนำร่องใน 7 มหาวิทยาลัยนั้น เป็นโจทย์และนโยบายที่พอจะเป็นหลักได้ แต่ถ้านำร่องในมหาวิทยาลัยเล็กหรือมหาวิทยาลัยกลางๆ โดยที่มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ อย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่เล่นด้วย ก็เป็นเรื่องที่เข็นให้สำเร็จได้ยาก ซึ่งที่สุดการนำร่อง จะกลายเป็นเรื่องที่ไม่ยั่งยืน จึงมองว่าเรื่องนี้ไม่ควรให้นพ.อุดมรับผิดชอบคนเดียว แต่ควรตั้งคณะบุคคลมาช่วยซึ่งต้องรู้เรื่องดี เกี่ยวข้องและสามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ด้วย